Nut x Nut 的个人资料Big Boss's Ring Area照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
4月16日 อย่างนี้ก็ใส่เสื้อแดงไม่ได้สิ(ฟระ!)หลังจากที่เมืองไทย มีเรื่องวุ่นวาย (ซึ่งขณะนี้ยังไม่จบ)
นอกจากความขัดแย้งทางการเมืองแล้ว
ปรากฎการณ์หนึ่งที่สงสัย??? จะเกิดขึ้นคือ
ต่อไปนี้ก็ใส่เสื้อแดงไม่ได้สิพี่ค้าบน้อง!!!
เพราะ "คน" ไม่ชอบเสื้อ "สีแดง" ไปเสียแล้ว : (
ถ้าใส่เสื้อแดงไม่ได้ กีฬาสีของน้องเด็ก ก็จะต้องไม่มีสีแดง
เอ๊ะ แล้วต้องไม่มีสีเหลืองด้วยรึเปล่า? เพื่อความเป็นกลางทางการเมือง
แต่ไม่มีสีเหลืองนี่ดูเป็นไปได้ยาก เพราะสีเหลืองเนี่ย... (เซนเซอร์)
แล้วเวลาร้องเพลงเชียร์เนี่ย ต้องร้องเพลง (เซนเซอร์อีก) ด้วยรึเปล่า
อย่างไรก็ตาม ต้องเปลี่ยนสีแดงเป็นอะไร สีเลือดหมูเหรอ สีบานเย็น สีแดงขาวมั้ย กาชาดดี
เป็นกลางทางด้วยนะ ตอนสงครามเนี่ย ไม่โดนจับเป็นตัวประกัน...
ถ้าคนโดนแทงมา เลือดอาบ เสื้อขาว ชุ่มไปด้วยเลือดสีแดงฉาน ชุ่มโชกอาบไปทั่วร่าง
เลือดสีแดงฉานนี่เป็น Discrimination ทางเชื้อชาติรึเปล่า ทำไมไม่มีเลือดสีแดงว้า เลือดสีแดงไทยใหญ่ เลือดสีแดงมลายู ไรงี้
อะ กลับมา ถ้าสมมติคนโดนแทงเดินผ่านชุมชน แล้วจะมีคนช่วยมั้ย
เนื่องจากมองเห็นว่าแดงมาแต่ไกล แต่คนโดนแทงเนี่ย
คงยังต้องมีพลเมืองดีแถวนั้นช่วยล่ะน่า ไม่ต้องห่วงมั้ง : P
น่าจะห่วงว่าทำไม มีแต่เลือดสีแดงฉานมากกว่า เราต้องมีเลือดสีแดงอื่นบ้างสิ....
แล้วตรุษจีนปีหน้าล่ะ เราต้องฉลองด้วยอะไร
ถ้าให้ต้องใส่แต่เสื้อขาวดำ ฉลองตรุษจีนเนี่ย มะอาวนะ
เอ๊ะ แล้วอากง อาม่า ไปไหว้พระที่ศาลเจ้าา
จะถูกจับด้วย ข้อหาซ่องสุมกันเกินห้าคนรึเปล่า
สงสาร กง ม่า จังเลย T^T ฮือๆๆ
คนเกิดวันจันทร์ ไม่สนอยู่แล้วสีแดง
แต่ว่าคนที่เกิดวันอาทิตย์ แล้วอยากใส่สีมงคล
เพื่อไปทำธุรกิจ ไปติดต่องานเนี่ย ยังจะใส่ได้มั้ยน้า
พอคนไม่ใส่เสื้อสีแดง ร้านเสื้อแถวโบ๊เบ๊ ก็จะไม่มีเสื้อสีแดงขายน่ะสิ
ว้า... เมืองไทย คงจะดูซึมเซาไปเลยทีเดียวนะ ถ้าคนไม่ใส่เสื้อสีสันกัน
คงจะเป็นเหมือนเมืองบางเมือง ที่เป็นเกาะเล็กๆ ทางใต้ของไทยมั้ง
ที่คนใส่สูททำงาน เดินแข็งๆ ไม่มีชีวิตชีวา
ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทที่ให้บริการรถแท๊กซี่ สีแดง
ต้องโดนจับในข้อหา สนับสนุนการก่อความวุ่นวายด้วยรึเปล่า
เพราะผิดที่เพ้นท์รถออกมาเป็นสีแดง
ถ้าอย่างนั้น บ้านเมืองนี้ก็ไม่มีงาน Artwork ที่base on สีแดง ไปอีกพักนึงสินะ โถๆ
คนเราเกลียดกันเพราะสี ก็จะทำให้มีคนเดือดร้อน เพียงเพราะเรื่องสี
สีเสื้อ เพียงเปลี่ยนเสื้อก็หมดปัญหา
แต่ว่าความคิดของคนที่ใส่เสื้อสีต่างๆกันนั้น
คงไม่ได้เปลี่ยนด้วยการสวมเสื้อ
ถ้าสมมติตอนนี้ทุกคนกำลังเล่นกีฬาสีระดับประเทศอยู่
มีทั้งสีเหลือง สีแดง สีน้ำเงิน สีนั่น สีนี่ สีทาบ้าน ฯลฯ
เรื่องราวมันจะจบลงด้วยเป้าหมายของกีฬาหรือเปล่า
นั่นคือสร้างความสามัคคี ความรักกันของนักกีฬา
อย่างไรก็ตาม ผมว่ากีฬาเนี่ย...
มันทำให้เกิดความสามัคคีได้ยากนะครับ...
เพราะว่าเวลาเล่นกีฬากันแต่ละทีม
ก็คงอยากให้ทีมตัวเองชนะนั่นเอง
4月2日 การถูกครอบงำด้วยภาษา (เรทR)ไม่แน่ใจว่า มันเรียกว่าการถูกครอบงำด้วยภาษาหรือไม่
แต่เนื่องจากจำหลักทฤษฎีได้"ไม่แม่น" ก็จะตั้งชื่อหัวข้อมันว่างี้แหละ
คนที่หน้าตาดี ความรู้แน่น อาวุโส ผ่านมาแถวนี้ก็แก้ได้นะจ๊ะ
อนึ่ง นี่เป็นความเห็นของคนเขียนเท่านั้น อย่าคิดเป็นจริงเป็นจัง
เพราะเรื่องต่อไปนี้เกี่ยวพันกับสังคมจริงอย่างเลี่ยงไม่ได้
เรื่องของเรื่องคือ ช่วงนี้ซึ่งเป็นช่วงสอบ และ เริ่มฟุ้งซ่าน
ทำให้ผู้เขียนได้มีโอกาสตรวจสอบรสนิยมทางด้าน"เพศ"ของชนชั้นกลางถึงล่างในไทย
และพบสิ่งหนึ่งที่เป็นหลักสำคัญของแนวคิดจิตวิทยาเชิงจิตวิเคราะห์ หรือมองได้ในมุมของทฤษฎีการโฆษณา
นั่นก็คือ การตั้งชื่อไฟล์คลิปวิดีโอ เป็นชื่อที่น่าสนใจเกินจริง...
จากการสำรวจพบว่า บางคลิปวิดีโอ มีการตั้งชื่อที่น่าสนใจเกินกว่าตัวคลิปจริง
ยกตัวอย่าง 3 กรณีคือ
1) "คลิปหายาก หลีดคณะเอากันในหอในม.XXX", 2) "หลุดน้องYYYนิสิตแพทย์มหาลัยZZZสวยมากเป็นบุญตาที่ได้ดู" 3) "น.ศ.ถ่ายมือถือหลุดสดๆรับวันวาเลนไทน์" จากชื่ออันเป็นที่น่าสนใจสำหรับชายที่หื่นกระหาย หรือว่าอยู่ในวัยอยากรู้อยากลองเช่นนี้
บางคลิปกลับไม่ได้ให้ภาพที่ปรากฎตามชื่อจริง หรือ เป็นเพียงการตั้งชื่อใหม่ซ้ำไฟล์เดิมเท่านั้น
กรณีแรกผู้ดูคลิป พบว่าคลิปนี้ไม่ใช่หลีดคณะ และใช่ครับมันเป็นภาพในหอ แต่มันที่ไหน
ต้องขออภัยในคำกริยาที่ชัดเจน แต่ตัวผู้เขียนได้กล่าวแล้วว่าเป็นรสนิยมทางด้าน"เพศ"ของชนชั้นกลางถึงล่างในไทย
เพราะฉะนั้น verb ในลักษณะนี้ ทำให้ผู้อ่านเห็นภาพได้ชัดเจน และคำว่าหายากก็เป็นตัวดึงดูดที่ดีสำหรับคนที่ต้องการดาวน์โหลด
ส่วนเสริมที่สำคัญของกรณีที่หนึ่งนี้คือ หอในม.XXX ซึ่งคาดเดาได้ว่ายิ่งเป็นมหาลัยเปิดของรัฐบาลที่ยิ่งเข้ายากขนาดไหน
ก็อาจจะยิ่งเป็นที่น่าสนใจมากเท่านั้น
...แล้วมันจะตั้งชื่อว่ามหาลัยเปิดทำซากไรคับ ในเมื่อมันเข้ายากกว่าปรกติ :P
ความเป็นจุดที่น่าสนใจนี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นลักษณะของสังคมที่มีชนชั้นแบบสังคมไทย
ต้องยอมรับว่า ในแวดวงธุรกิจ การงาน การศึกษา เรามีการแบ่งชนชั้นซ่อนอยู่ในทุกอณูของสังคมไทย
ประหนึ่งว่าการที่คนที่ถูกถ่ายนั้นยิ่งเป็นนักเรียน นักศึกษาของสถาบันชื่อดังเท่าไหร่ ก็เสมือนการได้เอาคืนจากชนชั้นล่าง
เรียกได้ว่า เป็นคำพูดในทำนองว่า "นี่เหรอเด็กจากสถาบันนี้ ทำไมทำตัวอย่างนี้ล่ะ"
โดยท่านครับ ท่านลืมไปแล้วหรือว่า ไม่ว่าจะเป็นใคร มาจากไหน มันก็คือ "คน" เหมือนกัน
ผมว่า บ้านเมืองเราขาดการมองคนในจุดที่ว่าเป็นคนนี้มากไป จนเวลามองไปที่คน คนหนึ่ง เราไม่ได้เห็นความเป็นคนคนนั้น
แต่กลับเห็น ภาพความสำเร็จของพ่อแม่เขา ความมีชื่อเสียงของสถาบันการศึกษาที่เขาจบมามากกว่า
กรณีทีสอง ความเป็นนิสิตเแพทย์ มหาลัย ZZZ เหมือนว่าได้กล่าวไปข้างต้นแล้วถึงเรื่องสถาบัน
ส่วนในกรณีที่นี้ได้มองไกลไปถึงอาชีพ ความเป็นแพทย์ พยาบาล ฯลฯ
ก็เกี่ยวพันกับระบบการศึกษาด้วยเช่นเดียวกัน ที่ทำให้แต่ละอาชีพไม่เท่าเทียมกัน
ผู้ดูหนึ่งคงจะมีความอยากดูสายอาชีพที่ตัวเองยกย่อง
ลดระดับลงมาเทียบเท่ากับพวกตน (ในเรื่องบนเตียง)
ส่วนอีกหนึ่งคือ คำว่า สวยมาก ซึ่งความสวยนี้ใครเป็นคนนิยาม...
ความสวยไม่ใช่ Universal Standard เช่นเดียวกับความอร่อย และอีกหลายๆความ
ความสวย ย่อมมีนิยามแตกต่างกันไปในแต่ละยุคสมัย และแต่ละรสนิยมของปัจเจก
อย่างไรก็ดี มันก็เป็นน้ำจิ้มที่สำคัญที่ทำให้ผู้แวะเวียนผ่านมา
อยากลิ้มลองว่าความสวยนั้น ตรงกับรสนิยมของตนเองหรือไม่
ซึ่งส่วนใหญ่ในความเป็นจริงแล้ว.... มักจะผิดหวังนะขะรับ
กรณีที่สาม จะไม่พูดไรมาก เหมือนกับสองกรณีที่แล้ว
แต่มีสิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาคือ หลุดสดๆ หรืออย่างในตัวอย่างที่หนึ่งคือ คลิปหายาก
ผมว่า... คลิปเนี่ย มันก็หายากทั้งนั้นล่ะ มันไม่ได้เป็นPublic นี่หว่า
แต่ความมหายาก หรือ การหลุดออกมา นี่ก็เป็นลักษณะหนึ่งของสังคมที่มีการปิดกั้นในเรื่องพวกนี้สูง
นอกจากนั้น อีกปัจจัยคือ วันวาเลนไทน์ ใช่ครับ ในวิดีโอนั้นเป็นวันวาเลนไทน์จริงหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้
หรือต่อให้คลิปวีดีโอมันบอกวันได้แล้วมันแปลกอะไร
มันแปลกตรงที่ มันเป็นตัวแทนของ การฝ่าฝืนความพยายามของภาครัฐในการออกกฎที่นำไปปฏิบัติไม่ได้
กฎเหล่านี้เช่น ห้ามกินเหล้าในสถานศึกษา ในวัด ฯลฯ ที่ยิ่งตั้งมาก็ต้องมีคนฝ่าฝืนอยู่แล้ว
ตามอัตลักษณ์ของชนชาติไท(น้อย) อันมารวมกันอยู่ด้ามขวานติดทะเลของดินแดนแหลมทอง ซึ่งเรียกว่าประเทศไทยในปัจจุบัน
จากที่ได้กล่าวไปทั้งหมดข้างต้น คิดว่าไม่ได้ให้ประโยชน์อะไรกับคนอ่าน :P
ถ้าจะให้ประโยชน์ได้ก็เพียงแค่การขยายทัศนคติของท่านเท่านั้น
และก็ไม่ได้ให้ประโยชน์อะไรกับคนเขียนที่จะสอบอยู่พรุ่งนี้แต่อ่านหนังสือไม่ได้
อย่างไรก็ตามจากที่เขียนยืดยาวสรุปได้ความว่าไอ้ชื่อเนี่ย มันสำคัญนะ
และมันคงสำคัญสำหรับเวบที่สามารถหาตังค์ได้จากจำนวนคนที่เข้ามาโหลดไฟล์ไป
ชื่อที่ตั้งนี่ก็ทำให้คนเชื่อตาม หรือในทางพุทธปรัชญาจะเรียกว่า "สัญญา"
เหมือนกับว่า เวลาฉีกซองขนมนี่จะมีรอยปรุบอกให้ฉีกตรงนี้ แต่เอาจริงๆแล้วฉีกตรงไหนก็ได้
กรณีนี้ก็เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่น่าสังเกตของการรักษาระเบียบวินัยในโลกมนุษย์ด้วยการใช้ภาษาเท่านั้น... 3月30日 เยอรมัน 1 รถไฟฟ้า...เรื่องที่จะเขียนเกี่่ยวกับการท่องเที่ยวนี่ (หวังว่าจะเขียนอะไรออกมาได้นะ)
เป็นเรื่องที่ได้ไปเที่ยวยุโรปด้วยสายการบินราคาถูก
เรื่องนี้เป็นเรื่องของประเทศเยอรมัน ภาคหนึ่ง...
"ไปเที่ยวต่างประเทศ" คำนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก...
ใช่ครับ การนั่งเครื่องบินไปต่างประเทศไม่ใช่เรื่องแปลกของคนในยุคนี้
แต่ว่าไอ้การนั่งไปถึงประเทศมันแล้ว แล้วไม่รู้ว่าจะต้องไปไหนยังไงเนี่ย เป็นครั้งแรกนี่มันก็ยังไงๆ อยู่นะ...
ประเด็นคือต้องนั่งรถไฟจากสนามบินไปยังโฮสเตลเอง ซึ่งในที่สุดแล้วก็หลงทางจริงๆด้วย
อารมณ์มันก็เหมือนกับ เราต้องนั่งเครื่องบินมาสุวรรณภูมิ แล้วให้ไปต่อรถไฟฟ้าจากสนามบิน (ที่กำลังจะเสร็จ)
เข้าไปในตัวเมืองกรุงเทพมหานคร แล้วไปหาที่พักแถวข้าวสาร แต่จนแล้วจนรอดก็ไปไม่ถึงซะที จนนั่งรถเลยไปปากน้ำ...
อันนี้ก็เหมือนกัน นั่งไปโอลิมปิคสเตเดียม >< ดีนะ ที่คิดว่า ไอ้โอลิมปิก สเตเดียมเนี่ย มันสนามบอลใช่มะ
แล้วทีนี้ ไอ้สนามบอลนี่มันสงสัยมันจะอยู่นอกตัวเมืองนะ เพราะมองออกไปนอกรถไฟฟ้านี่บนถนนรถราก็ร้างเสียแล้ว
ไอ้เรื่องให้ไปถามคนอื่นเนี่ย ว่าที่นี่มันถึงไหนยังไงแล้ว คนบางคนที่เข้ามาอ่าน ก็คงรู้ดีว่าไอ้คนเขียนเนี่ยมันเป็นยังไง ><
ก็เลยออกมาจากรถไฟ หาทางนั่งกลับ ในหัวคิดว่าเหมือนเรานั่งรถเมล์บ้านเรานั่งผิดก็ข้ามฝั่งมาขึ้นดิวะ!!
ทีนี้ไอ้ประเด็นเรื่องการนั่งรถไฟไม่ถูกกฎระเบียบ เพราะไม่รู้นี่ก็เป็นปัญหา....
สรุปคือ นั่งรถไฟฟ้าฟรี ไม่ได้จ่ายเงิน ทั้งไปทั้งกลับ ฮ่าๆ คือถ้ามีคนมาตรวจนี่ก็คงโดนจับไปแระ
เอาเป็นว่าสุดท้ายก็ไปถึงที่พักได้จนได้ และก็ได้ทำอย่างที่เคยทำ คือออกมาเดินเล่นข้างนอกตอนดึกๆ
แต่เดินไปเดินมา กลัวดิ... บ้านเค้าเมืองเค้าอะ ทางก็ไม่รู้ เลยรีบเดินกลับ : (
วันนั้นเป็นวันศุกร์ด้วย คนเต็มถนน และเสียงดัง
อาจจะเรียกว่าเป็นความเป็นคนเยอรมันก็ได้ที่ส่งเสียงอื้ออึงกันทั้งเมืองไม่เหมือนสวีเดน
เรียกว่ายังไงดี คือถ้าเราไปเที่ยวเราไม่สร้างประสบการณ์อะไรตื่นเต้นแบบนี้
เรียกว่าไปเที่ยวแบบตามทัวร์ไป ก็คงมีความทรงจำที่สวยงามอีกแบบหนึ่ง
อันนี้เหมือนกับเป็นความทรงจำแบบ Backpack ก็น่าสนุกไปอีกแบบ
คิดว่าวันข้างหน้านี่ก็อยากจะหาเพื่อนเดินทางด้วย เหมือนกันนะ
หวังว่าจะมีโอกาสพบคนแบบนั้น ที่มีไลฟ์สไตล์เดียวกัน : )
ปล. ไหนๆ ก็ตั้งชื่อว่ารถไฟฟ้า ก็จะเล่าอะไรบ้างที่มันเกี่ยวข้องกัน
รถไฟฟ้าของประเทศเยอรมัน ดูเก่ากว่ารถไฟฟ้าในบ้านเรา และสกปรกกว่า
คิดว่าคงเพราะมีมานานกว่า หรือในทางกลับกันถ้าบ้านเรามีรถไฟฟ้าใช้นานกว่านี้ก็อาจจะสกปรกเหมือนกัน
แต่ก็ไม่แน่เพราะการใช้บริการรถไฟฟ้านี่เสียตังค์แพง เรียกว่าเป็นการจำกัดผู้ใช้ ประกอบกับมีคนมากตลอดเวลา
และยังมีให้บริการแต่ในย่านธุรกิจ แต่ถ้าสายมันยาวขึ้นล่ะ...?? ถ้ามันให้บริการดึกขึ้นล่ะ ฯลฯ 3月24日 ปัดฝุ่น'เหมือนว่าจะเป็นเวลานาน ที่บางครัั้ง ที่บางแห่ง
ก็ถูกละเลย และมองข้าม"
ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับที่ คนหลายคนมองเข้ามา
และบอกว่า คนคนนี้ เป็นคนใช้ไม่ได้ สนใจแต่เรื่องของตัวเอง
...
ทว่า...ในทางกลับกัน คนคนนั้น กลับรู้สึกตลอดว่าตัวเองไม่เคยได้สนใจเรื่องของตัวเอง
ทั้งๆที่พยายามสนใจเรื่องของคนอื่น และความรู้สึกของคนอื่นมากกว่าแล้ว...
แต่ก็อย่างที่ว่า ก็ยังถูกมองว่าเป็นคนเห็นแก่ตัวอยู่ดี
ถ้าไม่เป็นเพราะความเขลา ของคนคนนั้นเอง ที่ไม่สำเหนียกความรุ้สึกผิดชอบชั่วดี
ก็คงเป็นเพราะคนรอบข้างอยากมองอย่างที่ตัวเองอยากให้เป็นไป
ทำให้ระยะเวลาหนึ่ง คนคนหนึ่ง ไม่มีความสุข และรอยยิ้มหายไปจากใบหน้า
วิ่งวน อยู่กับปัญหา จนเหนื่อย จนท้อ ไม่มีความสุข
ไม่มีใครเห็นแก่ตัว และทุกคนย่อมเป็นคนเห็นแก่ตัว
ไม่มีใครผิด ไม่มีใครถูก...
กระนั้น คนคนนี้ ก็รู้สึกผิดจนมองหน้าใครไม่่ได้...
รู้สึกเป็นคนแย่คนเดียว ที่ทำเรื่องเลวร้ายอยู่คนเดียวมาตลอด
ไม่ว่าวันที่ผ่านมาจะเป็นยังไง ก็ได้พยายามแก้ไขอย่างที่ควรจะเป็น แต่สุดท้ายแล้ว...
ถ้าลงเอยจะต้องเป็นคนเห็นแก่ตัว เป็นคนเลว เป็นคนแย่ ก็คงจะแก้ไม่ได้เสียแล้ว
เพียงแต่ว่า ก็คงไม่สาย ถ้าในตอนนี้...
คนคนนี้จะหันมาสนใจตัวเองบ้าง บางครั้งก็จะสร้างรอยยิ้มให้กับตัวเอง และมองโลกที่เป็นไป
จะปัดฝุ่น ให้กับหัวใจตัวเอง ให้กับม่านตาตัวเอง และให้กับควาามคิดตัวเอง
ถึงแม้จะเป็นเวลาที่เหงาสุดใจ ไม่มีใครอยู่ข้างๆ ยิ่งกว่าเวลาที่เคยผ่านมาทั้งหมด
ก็คงไม่สาย ถ้าผลักภาระที่แบกมาตลอดเวลาออกไป
ไหนๆ ก็ไม่มีใครจะเอาความอะไรเสียแล้ว... 7月10日 ฉัน ชื่อ "ดอกไม้รับปริญญา" inspired by a true story"แกร๊ก แกรก แกรกๆๆ" เสียงห่อกระดาษแก้วทำให้ฉันตื่นขึ้นมา... "ต๊ายย!!! แกก็จัดได้สวยเหมือนกันนี่ นังมาช่า ชั้นไม่รู้นะนี่ว่าแกก็มีฝีมือเหมือนกัน ดีและช่วยชั้นจัดหน่อยจะได้เตรียมไว้ขายทันตอนเช้า" เสียงคนยักษ์ที่ดูเหมือนเพศหญิงก็ไม่ใช่ เพศชายก็ไม่เชิง ฉันเคยได้ยินว่าเดี๋ยวนี้มีเชื้อโรคที่เกิดจากการตัดต่อพันธุกรรม เรียกกันว่า GMC รึว่า GMOs อะไรนี่ละ นึกว่าจะเป็นแต่พวกเรานะเนี่ย พวกคนยักษ์ก็คงโดนพิษด้วยเหมือนกันสินะ ดีแล้วจะได้รู้เสียบ้างว่ามันทรมานเพียงไหน กับการที่ต้องถูกบังคับให้ออกลูกเร็วเกินกำหนดเนี่ย บางทีเด็กที่กิดมาก็พิการไม่มีเม็ดก็มีนะ หรือบางทีก็อ้วนเกินขนาด ชิ ชิ สมน้ำหน้า >< "เธอๆ เธอมาจากไหนจ๊ะ" การะเกดเพื่อนฉัน ถามเพื่อนร่วมช่อคนหนึ่ง แต่ไร้เสียงตอบรับใดๆ ฉันสังเกตุเห็นว่า เขาไม่ได้มีเส้นใยอย่างเราๆ ฉันว่าเขาคงเป็นเพียงหุ่นพลาสติกละมั้ง มันคงมืดเกินไปจนทำให้การะเกดเพื่อนชั้นต้องตาฝ้าฝางถึงเพียงนี้... "โอ๊ยยยยยยยย ชั้นละปวดหัวจริงๆ เวลาต้องมาฟังคนพวกนี้คุยกันเนี่ย" เสียงของพวกเขาดังมาก และเป็นเสียงที่สักแต่ว่าเปล่งออกมาเท่านั้น หาความไพเราะไม่ได้เสียเลย พวกเขาเอาแต่เปล่งเสียงดังคุยกันถึงในเรื่องที่ "พวกเขา" มีปัญหากับมันและสนใจกับมัน ไม่สนใจกับเรื่องราวความเป็นไปของโลกที่เขาต้องอาศัยอยู่เสียเลย คนนั้นก็จะเอาอย่างนั้น คนนี้ก็จะเอาอย่างนี้ ถ้าชีวิตพวกเขาไม่ได้ยืนยาวอย่างที่เขาเป็น พวกเค้าจะยังคงแสวงหาผลประโยชน์ของตัวเองมากมายเช่นนี้ไหมนะ ฉันเคยได้คุยกับน้องดอกหญ้า ตอนที่เขาลอยตามลมเข้ามาในแปลงฉัน ชีวิตของเขาดูอิสระมาก แต่ว่าเขาเองก็มีปมนะ เขาบ่นว่า "พี่จ๋า ใครๆก็ไม่รักผม ขนาดพัดลมยังส่ายหน้าเลย เขาส่ายหน้าทีหนูก็ปลิวที จนมาตกลงบนแปลงของพี่นี่ละจ่ะ ขอหนูพักหน่อยนะ" ฉันจะปฏิเสธมิตรตัวน้อยที่ลอยมาด้วยไมตรีจิตนี้ได้อย่างไร ฉันได้คุยกับเขาหลายเรื่อง แม้จะเป็นเวลาสั้นๆ ก่อนสายลมจะพัดพาเธอไป เขาเคยเล่าว่า "ที่ที่หนูเกิดมา หนูได้ยินเสียงเพลง กล่อมพวกพ้องทั้งหลาย ทุกคนดูอารมณ์ดีมาก และพร้อมใจกันแสดงความสวยงามอย่างสะพรั่ง ประดุจดั่งมาเต้นรำประชันกัน โดยไม่มีใครอายใคร" เฮ้อออ ที่นั่นคงเป็นที่ที่สงบมากกว่าที่ฉันเคยได้พบมามากสินะ... หลังจากนั้นฉันก็ถูกถือไปที่นั่นบ้าง ที่นี่บ้าง กลางแดดที่ร้อนระอุ ตลอดทางฉันได้ยินเสียงของดอกไม้ต่างๆ อย่างพวกฉันร้องไห้ระงมไปหมด ฉันเคยได้ยินว่า...ดอกไม้ต่างๆ ต่างก็มีหน้าที่ของมัน ให้ผลเป็นอาหารแก่สัตว์น้อยใหญ่ ให้ความสวยงามสร้างความสุขให้กับคนแก่ที่เหงา 7月7日 จบ - End (Feat. ซักวันหนึ่ง)เรื่องราวทุกอย่างผ่านมา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
บางอย่างเป็นเรื่องเดิมๆ หรือที่เรียกกันว่ากิจวัตร
หลายเรื่องในแต่ละวันก็เป็นปัญหาใหม่ๆ ที่ต้องให้ผู้คนซึ่งเป็นตัวหมากนั้นแก้ปัญหา เรื่องเก่าที่จบไป ไม่ได้แปล่วาเรื่องเดิมจะไม่กลับมา
เรื่องใหม่ที่เริ่มขึ้นก็ไม่แน่ว่าจะใช้วิธีเก่าๆ จัดการกับปัญหาไม่ได้ ในวันนี้ถ้าจะพูดถึงเรื่องของตัวเองบ้างก็คงไม่แปลก
เนื่องจากวันนี้-คนคนนี้ก็ยังเจอปัญหาเดิมๆ
อย่างไรก็ตาม คงปฏิเสธไม่ได้ว่าผลที่เกิดในวันนี้
ย่อมเป็นรอยไถจากล้อที่หมุนล่วงไปแล้วในวันวาน วันนี้ก็ยังมีผู้คนต่อว่า ว่าผมได้ยุ่งย่ามเกินเลยในสิ่งที่ผมรัก
และคนที่ต่อว่านั้น ต่างก็ล้วนเป็นบุคคลที่ผม(เคย)รัก
มันจะจบลงไหม เรื่องของผม กับพวกเขาในวันวาน
วันพรุ่งนี้ที่พวกเขาเหล่านั้นที่เปลี่ยนรุ่นถ่ายผ่านไป
ยังจะรักในสิ่งที่ผมรัก เหมือนกับที่ผมรักหรือไม่ผมไม่รู้ แต่ทุกวันนี้เขาทำราวกับว่า ผมได้เป็นเหยียบย่ำทำลายมัน...
หมดแล้วความรู้สึกดีๆ หมดไปนานแล้วด้วยกับคนส่วนใหญ่
สิ่งที่ยังเหลือ ยังหวังว่าจะเป็นการกระทำที่มีค่าต่อคนกลุ่มเล็กๆ
แต่ ณ วันนี้ การกระทำเหล่านั้นยังจะถูกมองอย่างดูแคลน
เมื่อซักวันหนึ่งมาถึง ผมคงจะเลิกที่จะยุ่งย่ามกิจการใดๆ ให้พวกเขาต้องมาย่ำยีอีก
ซัก วัน หนึ่ง . . . 2月14日 โลกเสมือน?โลกเสมือน หรือ โลกในกระจก
เป็นจินตนาการคู่โลกตั้งแต่ มนุษย์รู้จักกับกระจก
จินตนาการที่ว่า ตัวเราในกระจกนั้น คือตัวเราเอง หรือว่าเป็นอีกคนหนึ่ง ณ โลกเสมือนจริง
ในโลกเสมือนจริง ตัวอักษรของโลกเรากลับจากหน้า เป็นหลัง กลับจากหลังเป็นหน้า
มือซ้ายของเราคือมือขวาในโลกกระจก และคนในกระจกทำทุกอย่างเหมือนเรา
คนส่วนใหญ่ชอบมองกระจก เราจ้องมองกระจก เพื่อจัดระเบียบร่างกายให้ดูดี ปรับบุคลิกให้ดูดี
ในขณะเดียวกันเราจ้องมองมันโดยไม่กลัวว่า วันหนึ่งกระจกจะดูดกลืนเรา
สัตว์โดยส่วนใหญ่มักจะมีเรื่องกับกระจกเงา มนุษย์มักมองมันด้วยความเอ็นดู และหัวเราะกับการกระทำของมัน
บางทีมันอาจจะรู้ว่าสิ่งที่อยู่ในโลกนั้นอาจจะเป็นสิ่งชั่วร้าย และต้องป้องกันไม่ให้มันหลุดออกมา...
ในโลกนั้นเรามองผ่านได้เพียงแค่ช่องทาง ณ เวลาที่เราจ้องมองกระจกอยู่ ณ เวลาที่กระจกอยู่รอบตัวเรา ยามที่น้ำสะท้อนเงาบนพื้น
แต่ถ้าหลุดจากกรอบกำแพงของกระจกไป ใครจะรู้ว่าตัวเราอีกคนหนึ่ง กำลังทำอะไรอยู่
เราโดยปรกติที่เป็นคนดีตามบรรทัดฐานสังคม ในขณะที่ตัวเราในอีกที่หนึ่งนั้นอาจจะเป็นอาชญากรตัวฉกาจ
ห้องน้ำ หรือ ห้องแต่งตัวอาจจะเป็นเพียงช่องทางที่ติดต่อระหว่างโลกของเรา กับโลกของเขา
ในที่ที่ไม่มีกระจกสะท้อนเงา โลกนั้นอาจจะล้ำยุคไปถึง 100 ปี หรือ ล้าหลังถึงขนาดไดโนเสาร์ครองพิภพ
ตัวของเราที่เราเห็น แม้จะทำท่าเดียวกัน แต่เค้าคิดแบบเดียวกันหรือ เรามองไปทีรอยที่คอของเรา
คนหนึ่งอาจจะมองรอยจูบ อีกคนอาจจะมองคราบเลือดอยู่ก็เป็นได้...
ในทางกลับกันมีแต่เราหรือ ที่ไม่นิยมให้คนคนนั้นหลุดมายังโลกของเรา
สำหรับเขาแล้ว เขาเองก็คงไม่อยากให้เราหลุดไปยังโลกของเขา
คนบางคน ก็จำเป็นที่จะต้อง "อยู่ให้ถูกที่ ถูกเวลา"
การเปลี่ยนแปลงเพียงหนวดแมว ตกลงสู่พื้น ก็ย่อมจะส่งผลกระทบต่อโลกทั้งใบในที่สุด...
ทุกวันนี้เราสามารถดึงเอาตัวของเราจากกระจกออกมา ผ่านวิธีการทางวิทยาศาสตร์...
เรามีรูปลักษณ์ที่เหมือนกันทุกอย่าง
แต่แน่นอนว่าเราต้องแตกต่างกันทุกอย่างอย่างแน่นอน
ไม่จำเป็นที่จะต้องเทียบกับคนในกระจกหรอก
แค่พี่น้องเกิดตามกัน 1 นาที ยังคิดไม่เหมือนกัน
เพราะฉะนั้นแล้ว นับประสาอะไรกับคนที่ไม่ใช่พี่-น้องกัน ย่อมแตกต่างกันอย่างเทียบมิได้... 1月28日 ประชาธิปไตย กับความรักถ้าหาก...
ประชาธิปไตย คือ การเห็นประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่ มิใช่ เห็นประชาชนเป็นใหญ่ ฉันใด
ความรัก เองก็คือ การเห็นประโยชน์ของคนรักเป็นใหญ่ มิใช่เห็นคนรักเป็นใหญ่ ฉันนั้น...
อาจกล่าวได้ว่า... ประโยชน์สุขแห่งคนรักของใครคนใดคนหนึ่ง เป็นสิ่งเดียว เสมือนความสุขพื้นฐานของประชาชน
แต่ผู้มอบความรักให้ จะสนองตอบความสุขนั้นให้แก่คนรักได้มากน้อยเพียงใด ก็แตกต่างกันไปตามรูปแบบของแต่ละบุคคล
รัฐบาลที่ตอบสนองประโยชน์ของประชาชน ก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้เพียงไม่กี่อย่าง - แต่ก็หวังว่าได้ทำดีที่สุดแล้ว
ไม่แตกต่างกับคนแต่ละคน ซึ่งมีความต่างกันและเปรียบเทียบกันไม่เห็น
อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิด"ความไม่โปร่งใสใดๆ" เกิดขึ้นรัฐบาลนั้นก็ล่มลงไป
แต่ความรัก ไม่ใช่ ประชาธิปไตย
แต่ควรเป็นความแตกต่างกันสุดขั้ว ระหว่างความดีงาม กับ ความชั่ว
ถ้าหากความรัก นำไปเปรียบเทียบกับประชาธิปไตยได้ทั้งหมด สิ่งนั้นก็ไม่ใช่ความรัก
เพราะความรักไม่ควรถูกนำไปเทียบได้กับการแข่งขันแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นอะไร
ความรักไม่ใช่ การเห็นใครดีกว่าใคร และใครดีกว่าใคร
ความรักไม่ใช่การแก้แค้นเอาคืน อย่างสาสม
แต่ความรัก คือ สมควรเป็นการเห็นใจ และให้อภัย
แต่กระนั้นก็มิอาจจะเปรียบความรักกับหลักการใด หลักการหนึ่ง ของศาสตร์ใด และศาสตร์หนึ่งได้
เพราะ ความรัก คือ ทุกสิ่ง
ผู้เขียนไม่ได้เป็นคนที่รู้จักความรักมาอย่างดี เพราะความรักนั้นยิ่งใหญ่ และมีอายุยาวนานเกินกว่าที่ใครจะพูดได้ว่าความรักนั้นคืออะไร
ความรัก อยู่ตรงนั้นเสมอ ไม่เคยหายไปไหน และจะคงอยู่ตลอดไป แม้ชีพตาย แต่ความรักก็ยังวนเวียน แบบที่เรียกได้ว่าเป็นเนื้อคู่กัน
สิ่งเดียวที่ผลักดันให้เขียนเกี่ยวกับสิ่งที่มีความรู้น้อยนี้ออกมาได้ ก็คือ ความรัก เพียงอย่างเดียว...
ความรักที่ไม่ใช่ความหลงก็จะไม่ทำให้คนหลงทาง
ขอให้ความรักนำทางทุกคน... 1月22日 ปลาที่กล้าจะเดินขึ้นบก"ณ วันนั้นถ้าปลาตัวนั้นไม่กล้าเดินขึนบก ประวัติศาสตร์มนุษยชาติก็อาจจะไม่ได้เป็นแบบนี้"
ปลาตัวนั้นสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับจีเนติกของ สัตว์บกทั้งปวงในปัจจุบันนี้
ถ้าเค้าไม่ได้เดินขึ้นบก ก็คงจะไม่มีไดโนเสาร์ ไม่มีแมมมอธ และไม่มีมนุษย์
ปลาไม่ใช่บรรพบุรุษของมนษย์ แต่ปลาสร้างจุดเริ่มต้นของสัตว์เลือดอุ่นบนบก
ความเปลี่ยนแปลงหนึ่งอย่าง ส่งผลกระทบต่อทุกๆอย่าง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีจุดเริ่มต้น...
วันนี้ผมทำผิดต่อพวกคุณทุกคน
ผมไม่ได้เป็นแฟนที่ดี
ผมไม่ได้เป้นเพื่อนที่ดี
ผมไม่ได้เป็นพี่ที่ดี
และสิ่งสำคัญผมไม่ได้เป็นลูกผู้ชายที่ดี
ทุกสิ่งอย่างที่ผมทำลงไปส่งผลเสียต่อผมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ชีวิตของผมไม่ได้พังลงไป และทำให้ผมแย่คนเดียวเท่านั้น
แต่สิ่งที่ผมสร้างลงไปในใจของพวกคุณคือ คนที่มีบาปติดตัว คนหนึ่ง ที่มีสันดานที่หยาบช้าและยากเกินเยียวยา
และผมยังได้ทำให้คนที่ผมรักเสียใจ
ชีวิตคนเราต้องมีการเลือก และการตัดสินใจ บางครั้ง... เราก็อาจจะต้องทิ้งคนส่วนหนึ่ง เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อคนหลายๆคน
สิ่งนี้คงเรื่องที่คนที่อยากจะก้าวเดินต่อไป คงต้องมีการก้าวข้ามที่ลำบากสักครั้งหนึ่ง
ก้าวนั้นแม้เป็น ก้าวเล็กๆ แต่ก็เป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ และก้าวที่สำคัญของพลเมืองในของเขตแห่งรัฐทกๆคน
บางครั้งก็คงถึงเวลาแล้วที่ใครบางคนจักต้องเดินร่วมไปกับสังคม และไม่สามารถจะดื้อดึงสวนกระแสสังคมต่อไปได้
อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่า คนที่"เดิน"ตามทางเดียวกัน ก็คงไม่ได้"มอง"ไปในทางเดียวกันเสียทั้งหมด
ที่รักคับ นัทเสียใจ และขอโทษนะคับ
1月15日 ปีใหม่ ที่มาพร้อมคำถามปีใหม่แล้ว ปีใหม่มีอะไรดี ปีใหม่มาพร้อมกับคำถามใหม่ๆ และคำตอบใหม่ๆ แต่สังคมก็ยังคงต้องการ"คำตอบ"แบบเดิมๆ ปีใหม่แล้ว ปีใหม่มีอะไรดี ปีใหม่มี"ของ"ใหญ่เกินตัว คงไปทำมา... ปีใหม่แล้ว ปีใหม่มีอะไรดี ยังไงซะก็ผ่านไปอีกปี และ ควรดีใจว่ายังมีชีวิตอยู่ได้ทำดีอีกปี หรือ ควรดีใจว่าได้ทำเลวอีกตั้งปี ชีวิตใครชีวิตมัน ปีใหม่ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ แต่ชีวิตใหม่ เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่ได้เกิดจากการสมสู่ แต่เกิดจากการตระหนักอย่างหนักแน่น ลุ่มลึก ต่อชะตาชีวิตของตนเอง ขอให้ทุกคนมีความสุข ในแบบของตนเองเท่าที่ตนเองจะสามารถเสาะแสวงหาได้ 11月2日 ในผุ้ชายมีผุ้หญิง ในผู้หญิงมีผุ้ชาย ในตัวเรามีเด็ก???เค้าว่ากันว่า... เด็กผู้ชายที่หน้าตาเหมือนแม่จะดี และในทางกลับกัน เด็กผู้หญิงที่หน้าตาคล้ายพ่อก็จะดีเช่นเดียวกัน แปลว่า ที่ผู้ชายจีบผู้หญิง ก็แปลว่า ผู้ชาย ชอบ คนหน้าคล้ายผู้ชายน่ะสิ!!! ผลลัพธ์ ตามนั้นก็คือ การที่ผู้ชาย เป็นเกย์ก็ไม่แปลก เพราะว่า ผู้ชาย นั้นชอบผู้ชายอยู่แล้ว แสดงว่า คนที่เป็นเกย์ หรือ เป็นทอม เค้าก็เป็นคนที่ชอบคนถูกเพศ มาแต่แรกน่ะสิ... ปล. อย่างไรก็ตาม ก็มีคนแย้งว่า งั้นก็แปลว่า "กูไม่ได้ชอบแฟน แต่ชอบพ่อแฟนน่ะสิ???" 10月24日 ก๋วยเตี๋ยวเรือบังมาลย์(อยุธยา)วันก่อนไปเจอร้านก๋วยเตี๋ยว ที่มีสาขาดั้งเดิมอยู่ที่อยุธยา ร้านก๋วยเตี๋ยวร้า้ั่นนั้น ชื่อบังมาลย์(อยุธยา) อยู่ใต้สะพานพระปิ่นฯ ฝั่งมหาลัยเรา ก็เลยคิดไปว่า บังมาลย์เนี่ย สงสัยลงเรือลำเดียวมาพร้อมกับท่าน เฉก อะหมัด(ต้นตระกูลบุนนาค) แต่ว่าแบบ บังมาลย์เนี่ย เป็นลูกเรือธรรมดา เดินทางมาด้วยเฉยๆ ก็เลยไม่ได้เป็นใหญ่เป็นโต ่ต่อมาลูกหลานได้แต่งงานกับหญิงไทย แล้วมีคนทำอาหารเก่ง เลยเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวเรื่อยมา จะมีใครคิดมั้ยว่าเค้าอาจจะ มาพร้อมกับท่าน เฉก อะหมัดจริงๆ... คนเราก้าวเท้าลงเรือคนละข้าง ก็เปลี่ยนชะตาชีวิตได้แล้วนะ ตกลงแล้ว บังมาลย์(อยุธยา) เป็นใครมาจากไหน??? 10月20日 ว่าด้วยเครื่องขายของอัตโนมัติเครื่อง ประหลาดๆ รูปทรงสี่เหลี่ยม เดี๋ยวนี้อาจจะมีรูปทรง มากกว่า เป็นเหลี่ยมๆ ก็ได้นะ จริงเหรอ... จริงสิน่า... ก็ ถ้าเรายังหมกตัวอยู่แต่ในบ้าน หรือ ละแวกชุมชนดั้งเดิม ก็คงไม่ประสบพบเจอะ โลกใหม่ๆ หรือว่า สิ่งของประหลาดกว่าทีี่รัฐนี้จะ provide ให้คนได้นักหรอก เอาจริงๆ แล้ว มันทำให้คนเราสูญเสียจินตนาการไปมากเลยนะเนี่ย ต้องมีแต่คนที่มีฐานะอันพอจะมีกิน เท่านั้นรึไง ถึงจะมีสิทธิที่จะเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ก้าวหน้า กว่าชาวบ้่านน่ะ (ในที่นี้หมายถึง เคเบิล <-- แต่จะหมายความแบบนี้ก็ไม่ถูก เพราะว่า เคเบิล แบบถูกๆ น่ะก้มีเยอะแยะ อย่างไรก็ตาม มันก็แสดงถึงความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นทีว่า คนจนจริงๆก็คงจะไม่มีทางมีของพวกนี้ และไอ้่คนจนจริงๆของประเทศนี้มันก็คือคนจน แบบ จน น่ะ... อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นรัฐอื่นๆ ในสังคมประเทศที่เจริญทางวัตถุมากกว่านี้ ก็คงจะมีสวัสดิการให้กับคนในประเทศของเค้าดีกว่านี้สินะ แต่ถ้าใช้มาตรฐานสวัสดิการนั่นในรัฐไทย แล้วก็อาจจะไม่ดีก็ได้ เำพราะคนไทยขี้เกียจ) ว่าด้วยเรื่องตู้ขายของอัตโนมัติต่อ เอาจริงๆ มันเป็นตู้ที่ทรามนะ มันเข้ามาทำงานแทนคนยังไม่พอ แต่มันยังเข้ามาทำลายความสัมพันธ์ระหว่าง คน-คน ให้กลายเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง คน-เครื่องจักร น่ะสิ (ถึงแม้ว่าคนขายของบางคนจะน่ากลัว แต่มันเป็นเรื่องที่สมควรรึเปล่า ที่จะส่งเสริมให้คนติดต่อกับ คน แทนที่จะกลายเป็นโลกของ คน กับ เครื่องจักร หรือว่า คน กับ คอมพิวเตอร์) นอกจากนั้นแล้ว มันยังเป็นตัวทำให้เกิดภาวะ โลกร้อน จากการใช้พลังงานของมัน ไม่ใช่ว่ามีเครื่องเดียวบนโลกซะหน่อยที่ทำงานอยู่ตลอด 24 ชมน่ะ (มันก็ทำงานตามความต้องการของพ่อมันนั่นละน่า ที่ต้องการจะกอบโกยผลประโยชน์ ใ้ห้ได้แม้ในยามนอนหรือตื่น) อืมมม พูดเรื่องนี้ไปก็ใช่่ว่า จะมาสนับสนุนเรื่องการต่อต้านทุนต่างชาติหรืออะไรกัน ดูไปดูมาก็เหมือนแค่คนบ่นไปเรื่อยสินะ ถ้า จะให้ชี้ชัดลงไป ประเด็นของเรื่องที่พูดมาทั้งหมดเนี่ยก็คือ เราควรกลับสู่วิถีชิวิตดั้งเดิม ที่มันง่ายๆลงซะบ้างสินะ ทำตัวให้เป็นธรรมชาติ ไม่ทำตัวให้ขัดกับธรรมชาติ (555 ถึงพูดแบบนั้นไอ้คนเขียนอยู่นี่ก็ทำไม่ได้หรอกนะ) แต่จะว่าไปแล้ว ไอ้ตู้ขายน้ำนี่ก็สนุกดีนะ ถ้าเป็นเด็กๆก็คงอยากกด ชิมิ๊ล่ะ ไม่ได้เขียนนาน ภาษาประหลาดไปแล้วนะเนี่ย... 6月5日 ไฟแดงสุดท้าย & 850 Km. Away from "THERE"มันคือภูเขา มันคือต้นไม้ มันคือแม่ฟ้าหลวงงงง!!!! มหาลัยนี้ช่างธรรมชาติจริงๆ อารมณ์เป็นประมาณ สมัย ม.เชียงใหม่ ม.ขอนแก่น เพิ่งสร้าง (ชั้นเคยไปนั่งเล่นนอนเล่นกะพี่ๆชั้นที่ขอนแก่นหลายปีอยู่นะ ใช่ว่าจะพูดมาไม่มีมูล) หลายสัปดาห์ก่อนตอนมาสอบ มาเชียงรายครั้งแรก นอกจากจะโดนแท๊กซี่สนามบินขูดรีดแล้ว ยังไม่สามารถออกจากมหาลัยได้อีกตะหาก
(หาทางออกจากมหาลัยไม่ได้ อารมณ์เหมือนโดนขัง) ช่วงก่อนหน้านี้ นอกจากจะเอารถไปชนรัวๆแล้ว ยังเป็นช่วงที่ได้เจอบีเป็นช่วงท้ายๆด้วย คงเพราะเจอกันบ่อยไป เวลาจะห่างกันมันก็เลย ไม่ค่อยชิน...
วันนั้นเราไปส่งบีที่บ้าน สิ่งที่จะรั้งให้เราอยู่ด้วยกันต่ออีกสักพักได้ มีเพียงแค่สัญญาณจราจรของแยกหนึ่ง
ไฟแดงในวันนั้น เป็นครั้งนึงที่อยากให้มันแดงนานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะเมื่อถ้าสัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียวแล้ว เราคงจะไม่ได้เจอกันอีกพักใหญ่ วันต่อมาเราเลือกที่จะไปเยี่ยมน้องที่ประจวบ มันไม่ใช่การเลือกที่น่าเสียดายอะไร เพราะได้เจอทั้งเพื่อน และน้องๆ
แต่สิ่งที่น่าเสียดายก็คือ ถ้าเราเลือกที่จะไปประจวบแล้ว บีก็จะไม่ได้มาช่วยเราเก็บของที่บ้าน (ถ้าวันนั้นได้บีช่วย ก็คงจะได้ของครบ และคงไม่ฉุกละหุกอย่างนี้)
ขับรถไปประจวบก็สนุกดี ซ่อมถนนกันมากมาย แต่เทียบกันแล้ว ถนนขึ้นภาคเหนือนี่ดีจริงๆ เรียบ และตรงตลอดเลย
ไปที่ที่โต้งไปติดต่อเมื่อคราวก่อน ก็ดีเหมือนเดิม และมันก็ใช้ที่เดิมที่เคยคิดว่าจะใช้เป็นลานไอ้นั่นแหละ...
น่าเสียดายที่ไปได้วันเดียว ไม่งั้นนะ หุหุหุ ส่วนขากลับไปหลอกให้พี่หวาย เลี้ยงข้าวซักมื้อ มันไม่ใช่อะไรหรอก แบบขามาก็โทรหาพี่เค้า จะไปโดยไม่บอกกล่าวได้ยังไง แต่ก็อิ่มนะ ขอบคุณคับ
วันต่อมาก็ตื่นมาเชียงรายนี่เลยเอง เป็นระยะทางอันไกลแสนไกล ตั้ง 850 กิโลเมตร ไม่ค่อยได้ขับ แถมช่วงนี้ขับไม่ค่อยดี เลยแอบกลัวนะเนี่ย
ตลอดทางปั้มแก๊สก็มีอยู่สองที่ที่นครสรรค์ กะลำปาง แต่ปตท. ตามต่างจังหวัดนี่เทพมาก มีตลอดทางเลย เป็นจุดพักรถใหญ่ๆ
ตั้งแต่ขับรถสองวันนั้นประเทศไทยในความรู้สึกก็เล็กลงถนัดตา
แต่ว่าถ้ามันเล็กกันจริง ก็ให้เราสองคนเจอกันได้ง่ายกว่านี้ได้มั้ยล่ะ
จิ๊ 5月11日 ขุนศึกสองนครา (โดย สุรพัทธ์ บุนนาค)
นิยายเรื่องนี้เป็นเพียง "นิยาย" อาจมีการใช้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์บ้าง แต่ก็เป็นเพียง "นิยายปลอมพงศาวดาร" ตามสำนวนของยาขอบ ไม่ใช่ตำราอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ (ซึ่ง "ประวัติศาสตร์" ก็เป็นวาทกรรมอีกชุดหนึ่ง หาใช่ "ข้อเท็จจริง" ไม่ ขึ้นอยู่กับ "ใครแต่ง" และ "แต่งเพื่อใคร") หากสิ่งที่ต้องการให้ผู้อ่านได้รับคืออรรถรสในเชิงวรรณกรรม และข้อคิดต่างๆ ผ่านตัวอักษร ซึ่งผู้อ่านอาจจะได้พบแนวคิด กระบวนความคิด และอคติต่างๆ ของผู้ "แต่ง" ทั้งที่ท่านอาจจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ได้ แต่ก็หวังว่านิยายเรื่องนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ไม่มากก็น้อย ขุนศึกสองนครา ๒๒๙๑ กรุงพระนครศรีอยุธยาเจริญรุ่งเรืองภายใต้พระบารมีสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (พระมหาธรรมราชา???) มีสามเณรลูกผู้ดีบวชตามประเพณีอยู่ที่วัดสามวิหาร ๔ รูป คือ สิน(พระเจ้าตาก) ทองด้วง(รัชกาลที่ ๑) เพชร และบุนนาค(ต้นสกุลบุนนาค) ได้รับการศึกษาอย่างลูกผู้ดี(จากวัดสามวิหารและจากตระกูลที่เป็นขุนนาง) ทั้งบุ๋นและบู๊ เช่น พุทธศาสนา อักษรศาสตร์ พิชัยสงคราม และธรรมเนียมราชการ เมื่อสึกแล้ว ได้ไปเป็นมหาดเล็กทุกคนทำให้มีโอกาสใกล้ชิดเจ้านายและเรียนรู้งานราชการมากขึ้น สินไปอยู่กับกรมขุนอนุรักษ์มนตรี??? อีกสามคนอยู่กับวังหน้า???(ปีพุทธศักราช ๒๒๙๑ ณ วัดสามวิหาร กรุงพระนครศรีอยุธยา มีสามเณร ๔ รูป ซึ่งเป็นสหายสนิทกันมาแต่เด็ก ผู้ที่โตกว่าเพื่อนชื่อ สิน อายุประมาณ ๑๔ ปี ใครเห็นก็ดูออกว่าเป็นลูกจีน อีกคนท่าทางมีสง่าราศี ชื่อทองด้วง แต่เรียกกันในหมู่เพื่อนว่า ด้วง อาวุโสรองจากสินคืออ่อนกว่า ๒ ปี อีกสองคนชื่อ เพชร กับ บุนนาค อายุ ๑๑ และ ๑๐ ตามลำดับ เพชรนั้นเป็นไทย แต่บุนนาคนั้นถ้าสังเกตดูก็จะเห็นว่าหน้าตากระเดียดไปทางแขก สามเณรทั้งสี่รูปนี้หากใครพบเห็นก็ต้องรู้สึกเอ็นดูรักใคร่ในกิริยาอันสำรวม กิริยามารยาทก็งดงาม การเจรจาก็ฉะฉาน ญาติโยมทั้งหลายมักจะได้จากสมภารว่า ทั้งสี่คนนี้เป็นลูกผู้ดีมีตระกูล สินนั้นเป็นลูกบุญธรรมของเจ้าพระยาจักรีที่สมุหนายก บุนนาคเป็นบุตรของพระยาจ่าแสนยากร กลาโหมวังหน้าผู้เป็นโหลนของเฉกอะหมัดชาวเปอร์เชียที่ได้มารับราชการในสมัยพระเจ้าทรงธรรม บิดาของทองด้วง คือหลวงพินิจอักษร เสมียนตรามหาดไทย ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากเจ้าแม่วัดดุสิตมารดาของโกษาปาน ราชทูตที่เคยไปเฝ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศส และเจ้าแม่วัดดุสิตผู้นี้เป็นเชื้อพระวงศ์พระร่วงสืบสายจากพระนเรศ พระเอกาทศรถ ส่วนเพชรนั้นเป็นบุตรของพระยารามจัตุรงค์แม่ทัพใหญ่แห่งกรุงศรีอยุธยา ทั้งสี่มีชีวิตที่แสนสุข เพราะกรุงศรีอยุธยาในขณะนั้นบ้านเมืองสงบราบคาบและเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่ง เป็นศูนย์กลางการค้า การเดินเรือที่สำคัญ) ที่หมู่บ้านมุตโชโบ??? หมู่บ้านเล็กๆ ทางตะวันตกของอังวะ ก็มีสามเณรบวชตามประเพณีอยู่ ๓ รูป คือ ลอก(พระเจ้ามังลอก) กุยุวา(พระเจ้ามังระ) และเยทุต ได้ร่ำเรียนวิชาการต่างๆ จากวัด และเรียนรู้วิชานายพรานจากครอบครัว ทำให้เชี่ยวชาญการใช้ชีวิตในป่า การวางกับดัก การล่าสัตว์ซึ่งต้องมีการใช้เหยื่อล่อและการวางแผนที่ดี รวมถึงความสามารถในการใช้อาวุธหลายชนิด นอกจากนั้นยังรู้จักการทำไร่ไถนาอันเป็นอาชีพหลักในหมู่บ้านและได้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ที่แท้จริงของชาวบ้าน
( ในขณะที่ทั้งสามคนได้มาบวชร่วมเดียวกัน ก็ได้ร่ำเรียน ...มีต่อ)๒๒๙๕ กรุงรัตนบุระอังวะที่เสื่อมโทรมจากภายใน(ขุนนางฉ้อราษฎร์บังหลวง ความฟุ้งเฟ้อและไร้ประสิทธิภาพของราชสำนัก) และภายนอก(การสงครามและกบฏจากเมืองต่างๆ) ก็พบกับจุดจบ ภายหลังถูกกองทัพมอญที่เพิ่งประกาศเอกราชได้ไม่นานบุกมาทำลาย ณ หมู่บ้านมุตโชโบ อองไจยะนายบ้านได้รวบรวมผู้คนทำสงครามกองโจรกับกองทัพมอญ ลอกและกุยุวาในฐานะลูกชายของอองไจยะ และเยทุตก็ได้ร่วมรบในครั้งนี้ จนสามารถปลดแอกจากมอญ อองไจยะได้เป็นพระเจ้าอลองพญา ตั้งหมู่บ้านมุตโชโบเป็นเมืองหลวงหลวงนามรัตนสิงห์ ลอกได้เป็นมหาอุปราชารัชทายาท กุยุวาได้เป็นเจ้าชายรอง ส่วนเยทุตได้เป็นที่เมียงทัดโบนายกองม้า (Myin-tat-bo: Captain of a cavalry regiment) ขณะเดียวกันอยุธยาเริ่มเข้าสู่ยุคเสื่อม สมเด็จพระมหาอุปราช เจ้าฟ้ากุ้งถูกสำเร็จโทษ บ้านเมืองแตกแยกเป็นหลายก๊กหลายเหล่า การว่างเว้นจากสงครามและเศรษฐกิจที่รุ่งเรืองทำให้ผู้คนตกอยู่ใต้วัตถุนิยม ขุนนางมุ่งมั่นทำการค้ามากกว่าทำราชการ ระบบเกณฑ์แรงงานไพร่เริ่มเสื่อมโทรม กำลังพลกระจัดกระจายไม่สามารถรวบรวมไพร่ได้มากนัก อำนาจของราชสำนักไม่เข้มแข็งอีกต่อไป เจ้านายและขุนนางมีไพร่สมในสังกัดไม่แพ้ไพร่หลวง อีกทั้งการให้ความสนใจกับการค้า ทำให้ไม่ใคร่ต้องการแรงงานคนมากนัก การเกณฑ์แรงงานสักเลกจึงไม่เข้มงวดทำให้มีไพร่หลบหนี แต่ก็ไม่มีใครสนใจ กำลังพลจึงลดลง (สังคมที่ชนชั้นปกครองเน้นการมีกำลังคนเพื่อการใช้แรงงานในการทำงานก่อสร้าง เกษตรกรรม และการสงครามเริ่มเข้าสู่การแปรเปลี่ยนไปเน้นการมีทรัพย์สมบัติจากการค้าขาย ผลจากการเข้ามาของตะวันตก) ๒๓๐๒ พระเจ้าบรมโกศสวรรคตได้ ๑ ปี ระหว่างนั้นเกิดความปั่นป่วนในอยุธยามากมาย เจ้าสามกรมถูกประหาร พระเจ้าอุทุมพรออกผนวช พระเจ้าเอกทัศน์ได้ครองราชย์ กรมหมื่นเทพพิพิธถูกเนรเทศ ขุนนางถูกประหารและจับขังหลายคน ขุนนางใกล้ชิดพระเจ้าเอกทัศน์คดโกง และปิดหูปิดตาพระเจ้าเอกทัศน์ไม่ให้รู้ความจริงในบ้านเมือง ตัวพระเจ้าเอกทัศน์แม้จะไม่ได้เลวร้ายอะไรนัก แต่ก็ไม่สามารถเพียงพอในยุคแห่งวิกฤตินี้ เหตุการณ์ทางพม่า พระเจ้าอลองพญายกทัพมาล้างแค้นมอญเพื่อกำจัดอำนาจของมอญไม่ให้กลับมาเป็นเสี้ยนหนามอีกและหาทางออกสู่ทะเล เพราะการค้าขายกับตะวันตกและชาติอื่นๆ จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นฟูจากภาวะสงครามและได้อาวุธที่ทันสมัย ขณะนั้นพม่าสงสัยว่าอยุธยาให้การสนับสนุนมอญ อีกทั้งเกิดเหตุการณ์เรืออังกฤษ??? ถูกพายุพัดไปเข้าฝั่งที่เมืองมะริดของไทย บนเรือมีสินค้าและคนที่พม่าต้องการ แต่อยุธยาไม่ยอมส่งคืนพระเจ้าอลองพญาจึงประกาศสงครามยกทัพเข้ามาล้อมกรุงศรีอยุธยากองทัพพม่าผ่านสงครามมานานจึงมีประสบการณ์และองค์ความรู้ทางยุทธวิธีมาก แต่กองทัพไทยแม้จะมีความกล้าหาญเข้มแข็งแต่ขาดประสบการณ์จริงไม่เชี่ยวชาญการใช้ยุทธวิธีในสนามรบ ทั้งระบบการเกณฑ์ไพร่ก็ถูกละเลยไพร่พลกระจัดกระจายอยู่หลายกรมกองและมีการหนีเลกดังที่ได้กล่าวไว้แล้วทำให้เสียเปรียบ บังเอิญพระเจ้าอลองพญาสวรรคตเสียก่อนจึงต้องยกทัพกลับ ในสงครามครั้งนี้ทั้งกุยุวา และเยทุตก็ได้ร่วมทัพมาด้วยในขณะที่สิน ทองด้วง เพชร และบุนนาคที่ต่างก็เป็นทิดสึกใหม่ก็ได้ร่วมรบ หลังจากยกทัพกลับ กุยุวาหาทางเป็นกษัตริย์แต่ไม่สำเร็จลอกได้ขึ้นเป็นพระเจ้ามังลอก เยทุตได้เป็นเมียงหมุเมงถาผู้บังคับการทหารม้า ฐานันดรเทียบเท่าเจ้า (Myin-hmu Min-tha: Prince, the highest rank of nobility attainable by those not of the Blood Royal, and conferred only on the nine great cavalry commanders.) และได้ร่วมในกองทัพของกุยุวาเพื่อไปปราบกบฏตามเมืองต่างๆ แต่มังลอกครองราชย์ได้เพียงสามปีก็สวรรคต กุยุวาได้ขึ้นเป็นพระเจ้ามังระ และในปี ๒๓๐๙ หลังจากตีได้เชียงใหม่แล้วก็สั่งให้แม่ทัพยกทัพมาทำลายอยุธยาให้ย่อยยับโดยมีเยทุตเป็นขุนศึกคนหนึ่ง สงครามครั้งนี้ไทยวางยุทธวิธีผิดตั้งแต่แรกโดยใช้พระนครเป็นฐานรับศึกเพื่อรอฤดูน้ำหลากเช่นในสมัยรบกับบุเรงนองและเตรียมเสบียงไว้จนถึงฤดูน้ำหลากเท่านั้น ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่ผิดพลาดเพราะพม่าไม่ยอมถอยทัพ ทั้งนี้ต้องชมเชยว่าเป็นครั้งแรกที่อยุธยาถูกล้อมแล้วสามารถต้านได้ถึงฤดูน้ำหลากตามแผน แต่การวางยุทธศาสตร์ผิดพลาด ระบบการเกณฑ์ไพร่พลเสื่อม กำลังพลน้อยขาดประสบการณ์ อีกทั้งการข่าวไร้ประสิทธิภาพ และปัญหาภายใน ขุนนางไร้ประสิทธิภาพสังคมเสื่อมโทรมฟุ้งเฟ้อ ล้วนเป็นปัจจัยให้กรุงแตกทั้งสิ้น พระยาตากสินในฐานะนักการทหารรู้ทันทีที่น้ำหลากมาแล้วแต่พม่ายังอยู่แสดงว่าแผนต้านพม่าเป็นยุทธวิธีที่ผิดและกรุงต้องแตกแน่จึงได้หนีไปจันทบูรณ์ หลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรีทองด้วงก็อยู่ที่อัมพวาบ้านภรรยา ภายหลังกรุงแตก นายฉลองไนยนารถบุนนาคหนีไปได้ แต่หลวงนายสิทธิ์เพชรยังซุ่มอยู่ที่อยุธยาเพราะน้องสาวของเขาถูกจับเป็นเชลย ด้วยความเชี่ยวชาญในพื้นที่และมีวิชาดีจึงไม่ถูกจับ เขาได้เห็นการทำทารุณต่อเชลยของพม่าทำให้เขาเกลียดพม่ามาก นอกเหนือจากการเห็นอยุธยาถูกทำลายจนพินาศที่ทำให้คนไทยทุกคนต่างเกลียดพม่าเข้าไส้ เขาเห็นทหารพม่าทำการข่มขืนหญิงไทยหลายคน แต่เขาไม่สามารถทำอะไรได้ เขาพยายามหาทางเข้าไปช่วยน้องสาวจนเข้าใกล้ค่ายพม่ามากเกินไปจนถูกกองลาดตระเวนเห็นและถูกล้อมถึงสิบต่อหนึ่ง แต่ทหารพม่ากลับไม่สามารถทำอะไรเขาได้ เยทุตผ่านมาเห็นจึงยืนดูด้วยความสนใจและชื่นชมฝีมือของเพชรเป็นอันมาก เมื่อเห็นว่าทหารพม่ายังที่มาเพิ่มถึง ๒๐ คนยังทำอะไรไม่ได้แต่ถ้ารอต่อไปเพชรคงเหนื่อยล้าจนเสียทีเป็นแน่ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เยทุตต้องการ เยทุตจึงห้ามทหารพม่าแล้วเดินไปสู้กับเพชรตัวต่อตัวแต่เขาไม่ได้ใช้ฝีมือเต็มที่เพราะต้องการจับเป็น ส่วนเพชรนั้นเหนื่อยล้ามากแต่ก็สู้กับเยทุตได้นานกว่าจะถูกจับ เยทุตให้นำตัวไปไว้ที่พักของเขาเพื่อไว้เป็นทาสเชลยส่วนตัว โดยไม่ต้องถูกตีตรวนใส่ขื่อคา ซึ่งเพชรก็ยอมอยู่โดยดีเพราะจะได้มีโอกาสช่วยน้องสาวได้ง่ายขึ้น วันรุ่งขึ้นกองทัพพม่าต้องยกทัพกลับเพราะพระเจ้ามังระมีท้องตรามาเร่งตั้งแต่ก่อนกรุงแตกแล้วเนื่องจากกองทัพจีนนำโดยแม่ทัพจากมณฑลยูนนานได้ยกทัพมาตีรัฐฉาน(ไทยใหญ่) ตามพระราชโองการของจักรพรรดิเฉียนหลง โดยกองทัพฮั่น-แมนจูได้เริ่มบุกเข้ามาตั้งแต่ปี ๒๓๐๘ (๒๓๐๙???) เมื่อเพชรรู้ว่าต้องเดินทางแล้ว เขาจึงต้องรีบหาทางพาน้องสาวหนีให้ได้โดยเร็ว เขาแอบลอบออกมาจากที่พัก และไปเจอทหารพม่าสี่คนกำลังรุมหญิงไทยคนหนึ่งอยู่ซึ่งคือน้องสาวของเขาเอง ขณะที่เขากำลังจะถลันเข้าไปช่วยเยทุตก็เดินมาห้ามทหารพม่าพอดี เพชรจึงซ่อนต่อไปเขาเห็นเยทุตพาแก้วไปที่พัก เขาจึงรีบกลับไปที่พักแล้วแอบลอบมองเข้าไปในห้องนอนเห็นเยทุตนั่งกอดแก้วอยู่บนแคร่ทำให้เขาโกรธมาก แล้ววิ่งพรวดเข้าไปในห้องพวกทหารยามไม่ทันระวังถูกเพชรถีบแล้วแย่งทวนไป เพชรเอาทวนจ่อคอเยทุตไว้ คิดในใจว่าตายเป็นตายแต่ต้องฆ่าเยทุตให้ได้ เมื่อแก้วเห็นพี่ชายตนทำเช่นนั้นแทนที่จะดีใจกลับทรุดลงกอดขาห้ามพี่ชายไว้ ที่เพชรไม่รู้ก็คือเยทุตได้เคยช่วยแก้วจากทหารพม่าที่จะรุมข่มขืนเธอมาก่อนหน้านี้เพราะแก้วเป็นลูกผู้ดีผิวพรรณงดงามและที่สำคัญหน้าตาก็สวยเป็นที่หมายปองของหนุ่มอยุธยาก่อนเสียกรุง และทหารพม่าก็หลงในความงามด้วยเช่นกัน เมื่อเยทุตช่วยแก้วในครั้งนั้นแล้วก็ตกหลุมรักแก้วแต่ไม่ได้ทำอะไรไม่งามเพราะเขาไม่ได้ต้องการแก้วเป็นนางบำเรอหากเขารักด้วยใจจริง จึงนำแก้วไปอยู่ยังที่พักและดูแลอย่างดี ด้วยความใกล้ชิดสนิทสนมรวมถึงความสุภาพน่ารักของเยทุตทำให้แก้วก็มีจิตปฏิพัทธ์เยทุตเช่นกัน ต่อมาพวกทหารพม่าไม่พอใจที่เยทุตให้เกียรติสาวเชลยยิ่งกว่าทหารพม่าจึงไปฟ้องเนเมียวสีหบีแม่ทัพใหญ่ แม่ทัพใหญ่จึงเรียกเยทุตไปตำหนิและสั่งให้ส่งแก้วไปอยู่รวมกับเชลยคนอื่นๆ เยทุตต้องยอมทำตามแต่ก็คิดในใจว่าเมื่อกลับอังวะจะขออนุญาตพระเจ้ามังระแต่งกับแก้ว ซึ่งพระเจ้ามังระคงยอมเพราะเป็นเพื่อนรักกัน แต่นั้นมาแก้วก็ย้ายออกไปแต่เยทุตยังให้ความดูแลอยู่ห่างๆ เมื่อเพชรได้รู้ความจริงจากแก้ว อีกทั้งเยทุตก็พยายามอธิบาย การที่เยทุตพอพูดไทยได้บ้างนั้นก็เนื่องมาจากว่าเขามารบในเมืองไทยได้ร่วมสองปีและได้พบปะคนไทยหลายคน เพชรนั้นเกลียดพม่ามากตอนแรกก็ไม่ยอมรับฟัง แต่เมื่อคลายโทสะจึงคิดว่าจะปล่อยเยทุตไป แต่จะพาน้องสาวหนีไปให้ได้ เยทุตเตือนสติว่าไม่มีทางหนีไปได้ แต่เขาสัญญาว่าจะแต่งงานกับแก้ว และจะไม่ทำอะไรกับเพชร เพชรเห็นว่าตนเองคงหนีไปไหนไม่ได้จึงต้องยอมแต่ในใจก็คิดหาทางหนีตลอดเวลา เมื่อเดิมทัพกลับถึงกรุงอังวะ(ซึ่งพระเจ้ามังระสั่งให้ย้ายเมืองหลวงกลับมาที่นี่) เยทุตจึงได้ขอพระราชานุญาตแต่งงาน พระเจ้ามังระไม่ค่อยพอใจที่จะแต่งกับทาสเชลยแต่ก็อนุญาต เพราะเยทุตเกลี้ยกล่อมว่าแก้วก็เป็นถึงลูกของแม่ทัพใหญ่อยุธยา ส่วนเพชรก็ได้ปลดจากการเป็นทาสและได้เป็นทนายหน้าหอ เขายังคงเกลียดพม่าและหาทางหนีกลับอยู่เสมอ แต่ด้วยความที่รักน้องสาวจึงไม่อยากทิ้งไปเพราะแก้วไม่ยอมกลับเมืองไทยเป็นแน่ นอกจากนี้เขาสังเกตดูเห็นว่าเยทุตเป็นคนดีและรักแก้วจริง เขาจึงเริ่มชอบเยทุตและอาจเป็นพม่าคนเดียวที่เพชรชอบ พระเจ้ามังระจัดงานแต่งให้เยทุตเพื่อให้ผู้คนเห็นว่าแก้วเป็นเมียพระราชทานจะได้ไม่กล้าดูถูก อีกทั้งตั้งให้เยทุตเป็นเมียงซูจีหวุ่นแม่ทัพทหารม้า (Myinsugyi Wun: Master of the Horse and commandant of the principal cavalry regiment.) กับสถาปนาเป็นเชงเยทุตหรือเจ้ายอดกล้าศักดิ์เทียบเท่าเชื้อพระวงศ์ รวมถึงให้กินเมืองลายเป็นบำเหน็จในการทำสงครามและเป็นของขวัญแต่งงาน แต่ฉลองได้เพียงสามวันก็มีใบบอกมาว่าจีนยกทัพมาตีเมืองบ้านหม้อ(พะโม???) โดยก่อนหน้านั้นในปี ๒๓๐๙ นั้น จักรพรรดิเฉียนหลงให้อ๋องมณฑลยูนนานตีพม่า โดยเข้าตีที่เมืองเชียงตุงแต่พ่ายแพ้จนต้องฆ่าตัวตาย จึงตั้งให้หยางหยิงฉู่เป็นอ๋องแทนและได้ยกทัพมาในปลายปีเดียวกันเพื่อตีบ้านหม้อแต่ก็พ่ายแพ้กลับไปอีก ทัพพม่าถือโอกาสตามตีเข้าไปในดินแดนจีนก่อนถอยกลับออกมา หยางหยิงฉู่ถูกถอด จักรพรรดิตั้งหมิงจุ่ยราชบุตรเขยเป็นอ๋องคนใหม่ซึ่งก็คือผู้ที่นำทัพมาในครั้งนี้ พระเจ้ามังระให้มหาสีหสุระ(อะแซหวุ่นกี้)ขุนพลผู้เฒ่าเป็นแม่ทัพใหญ่ และให้เชงเยทุตเป็นแม่ทัพม้าไปรบกับจีน เชงเยทุตให้เพชรติดตามไปด้วยในฐานะทนายหน้าหอเพราะเกรงจะแอบพาแก้วหนี ในการรบกับจีนครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก จีนให้ทัพหน้าไปตีบ้านหม้อ หมิงจุ่ยอ๋องยกทัพหลวงเข้าตีแสนหวีและสีป้อ ทั้งสองทัพได้รับชัยชนะและยกเข้าตีเมืองสิงห์ฆ้อง(ซินกาง) ห่างจากอังวะเพียงระยะขี่ม้าวันเดียวถึง เชงเยทุตได้เกลี้ยกล่อมให้เพชรร่วมรบเพราะประจักษ์ฝีมือของเพชรอยู่ แต่หัวเด็ดตีนขาดเพชรก็ไม่ยอมช่วยพม่าจนเชงเยทุตต้องเกลี้ยกล่อมว่า การรบกับจีนนั้นไม่ใช่ช่วยพม่าแต่ฝ่ายเดียวเพราะจีนกำลังขยายดินแดนลงทางใต้เวียดนามก็กำลังจะถูกบุกด้วย เฉียนหลงเป็นจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ต้องการขยายอำนาจไปทั้งสิบทิศ -(มงโกล ทิเบต ซินเกียงจนถึงเอเชียกลาง และอีกหลายแห่งพ่ายแพ้ได้ไปหมดแล้ว)- หากกรุงอังวะพินาศอยุธยาที่กำลังบอบช้ำอย่างหนักก็คงไม่พ้นที่จะถูกย่ำยีด้วยกองทัพจีนเช่นกัน ขอให้เพชรคิดว่าเป็นการช่วยไทยเถิด เพชรเห็นด้วยตามเหตุผลจึงร่วมรบ กองทัพพม่าบางส่วนอยู่ในไทยเพราะได้ส่งกองทัพมาปราบพระเจ้าตากที่ตั้งตัวขึ้นที่กรุงธนบุรี แต่กองทัพพม่าก็ใช้วิธีตัดเส้นทางคมนาคมไม่ให้ทัพหนุนจีนเคลื่อนทัพได้ จนกองทัพจีนเสียหายอย่างหนักและพ่ายแพ้กลับไป ราชบุตรเขยหมิงจุ่ยอ๋องตัดเปียส่งไปถวายจักรพรรดิแล้วฆ่าตัวตาย กองทัพพม่ารวมทั้งเชงเยทุตและเพชรต้องรบอยู่ที่ชายแดนจนถึงปี ๒๓๑๒ เมื่อจีนขอสงบศึกและมีการลงนามในปี ๒๓๑๓ มหาสีหสุระ(อะแซหวุ่นกี้)ก็ตกลงเพราะไม่อยากให้สงครามยืดเยื้อ เนื่องจากไทยได้ยกทัพเข้าตีเชียงใหม่ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของพม่าในปีนั้นแต่ไม่สำเร็จ ส่วนเพชรนั้นได้เป็นทหารคนสนิทของเชงเยทุต ตลอดระยะเวลาร่วมสามปีที่ใช้ชีวิตอยู่ในสนามรบด้วยกันทำให้รู้จักนิสัยใจคอกันเป็นอย่างดี ต่างฝ่ายต่างได้ช่วยชีวิตของกันและกันไว้หลายครั้ง จนได้สาบานเป็นเพื่อนตายกัน การได้ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับคนพม่าทำให้เพชรตระหนักว่าคนพม่าไม่ได้เลวทุกคน มีหลายคนที่ดีกว่าคนไทยที่เพชรรู้จักด้วยซ้ำ เพชรจึงเลิกเกลียดพม่าโดยคิดว่าไม่ว่าคนเผ่าใดก็ย่อมมีทั้งคนดีและคนเลว อีกทั้งเขานึกย้อนไปถึงตอนร่ำเรียนพงศาวดารว่าอยุธยาเคยยกทัพไปตีเมืองต่างๆ มากมาย รวมทั้งทำให้นครหลวงของเขมรกลายเป็นเมืองร้างและกวาดต้อนผู้คนและทรัพย์สมบัติมหาศาลมาไว้ที่กรุง ซึ่งก็ไม่ต่างกับที่พม่าทำต่ออยุธยา "กงเกวียนกำเกวียน" สำหรับตัวเพชรแล้วเชงเยทุตก็เป็นผู้มีคุณได้ชุบเลี้ยงทั้งตัวเขาและน้องสาว อีกทั้งแก้วก็เป็นญาติคนเดียวที่เหลืออยู่ เขาจึงปลงใจจะเอากรุงอังวะเป็นเรือนตาย หลังจากกลับกรุงอังวะเพชรก็ได้ตามเชงเยทุตไปในการสงครามต่างๆ และได้แต่งงานกับเชลยไทยชื่อเอื้อย ระหว่างนั้นเขาก็ได้ยินข่าวว่าพระเจ้าตากหรือพี่สินของเพชรได้เป็นพระมหากษัตริย์องค์ใหม่อยู่ที่กรุงธนบุรีและกำลังรวบรวมแผ่นดินอยู่ เขาทั้งแสนปลาบปลื้มใจและก็เป็นกังวลเพราะราชสำนักอังวะเริ่มไม่พอใจ และเพชรนั้นก็รู้ดีว่าผู้ที่จะปราบพระเจ้าตากซึ่งเป็นทหารที่มีความสามารถได้มีแต่กองทัพพม่าเท่านั้น เพราะเขาได้ร่วมรบในกองทัพพม่าทำให้รู้ถึงความแข็งแกร่งรวมถึงได้เห็นเห็นทหารฝีมือดีหลายคนโดยเฉพาะมหาสีหสุระขุนพลเฒ่าผู้ปราบจีน และเชงเยทุตสหายของเขานั่นเอง และแล้ววันที่เพชรกังวลก็เกิดขึ้น ๒๓๑๗ กองทัพไทยยกขึ้นไปตีได้เชียงใหม่จากพม่าเป็นครั้งที่สอง พระเจ้ามังระจึงให้มหาสีหสุระที่ไปปราบกบฏมอญที่เมาตะมะอยู่ ให้ยกตามเข้าไปตีไทยจนได้รบกันที่บางแก้ว พม่าเป็นฝ่ายปราชัย แต่เพชรรู้ว่านี่เป็นเพราะมหาสีหสุระยังไม่ได้ไปรบด้วยตนเองเพียงแต่ส่งทัพหน้าไป อีกทั้งมีนายทัพไม่ยอมทำตามคำสั่ง ปีรุ่งขึ้นมหาสีหสุระจัดทัพใหญ่หมายเข้าตีไทยให้พินาศตามรับสั่งของพระเจ้ามังระที่ไม่ต้องการให้อยุธยาฟื้นฟูขึ้นมาอีกเพราะอยุธยาเป็นเมืองท่าและศูนย์กลางการค้าที่สำคัญ หากอยุธยาฟื้นฟูขึ้นมาก็จะเข้มแข็งได้เร็วเนื่องจากการค้าจะทำให้อยุธยาร่ำรวยสามารถสะสมอาวุธยุทธภัณฑ์ซึ่งเป็นอันตรายต่อพม่าเพราะพม่าเชื่อว่าอยุธยาให้การสนับสนุนมอญเป็นกบฏต่อพม่าอยู่เนืองๆ และยามที่อยุธยาเข้มแข็งมักรบกวนประเทศราชของพม่า เช่น มอญและล้านนาอยู่เสมอ รวมทั้งอาจยกทัพไปตีพม่าล้างแค้นด้วย นอกจากนั้นมังระยังต้องการให้พ่อค้าไปที่เมืองย่างกุ้งมากกว่า เพราะพม่ามีสงครามและความวุ่นวายตลอดจึงจำเป็นต้องใช้การค้าเพื่อฟื้นฟูบ้านเมืองและจัดหายุทธภัณฑ์ และเหตุผลประการสุดท้ายด้วยความเชื่อเรื่องจักรพรรดิราชที่ต้องแสดงพระบรมเดชานุภาพ กรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองใหญ่ที่สุดและเจริญรุ่งเรืองที่สุดในภูมิภาค เป็นเมืองที่คู่ควรกับพระเจ้าจักรพรรดิหากผู้ใดพิชิตได้ก็จะได้รับการยกย่องซึ่งก่อนหน้านี้มีเพียงบุเรงนองเท่านั้น การที่มังระพิชิตอยุธยาได้จึงเท่ากับมีบารมีเทียบเท่าพระเจ้าชนะสิบทิศ ดังนั้นเพื่อรักษาเกียรติยศนี้มังระจึงไม่ยอมให้อยุธยากลับขึ้นมายิ่งใหญ่อีก เชงเยทุตซึ่งอยู่ในกองทัพที่มาปราบมอญที่เมืองเมาตะมะได้รับคำสั่งสั่งให้เดินทัพไปในครั้งนี้ด้วย เขาได้บอกให้เพชรกลับไปอังวะเสีย แต่เพชรอยากจะไป เชงเยทุตสงสัยว่าเพชรจะหาทางหนีกลับเมืองไทยจึงกล่าวว่าถ้าเพชรอยากกลับเขาก็จะพยายามเต็มที่เพื่อช่วยให้เพชรและเอื้อยได้กลับ เพชรปฏิเสธโดยบอกว่าคิดจะตายอยู่ที่อังวะนี้เพราะสำนึกบุญคุณของเชงเยทุตเพียงแต่อยากกลับไปเห็นบ้านเกิดอีกสักครั้ง แต่จะไม่ขอฆ่าคนไทยด้วยกันอย่างเด็ดขาด เชงเยทุตก็ตกลงและบอกจะให้เพชรเป็นคนดูแลเชลยเพื่อไม่ให้เชลยไทยถูกรังแก ซึ่งเพชรก็ยินดี ปี ๒๓๑๘ มหาสีหสุระยกทัพจากเมืองเมาะตะมะเข้าทางด่านแม่ละเมาตีหัวเมืองรายทางแตกยับเยิน ขณะนั้นพระเจ้าตากให้เจ้าพระยาจักรี(ทองด้วง)และเจ้าพระยาสุรสีร์(บุญมา)สองคนพี่น้องไปไล่กองทัพพม่าที่เข้ามาตีเชียงใหม่ มหาสีหะสุระมาถึงสวรรคโลกจับกรมการเมืองได้สองคนเอามาถามว่า พระยาเสือเจ้าเมืองพิษณุโลกอยู่หรือไม่ เมื่อได้รับคำตอบว่าไม่อยู่จึงกล่าวขึ้นว่า เจ้าของเขายังไม่อยู่ อย่าพึ่งไปเหยียบเมืองพิษณุโลกเลย พระยาเสือนั้นคือเจ้าพระยาสุรสีห์ซึ่งเป็นที่เกรงกลัวของทหารพม่าเพราะรบเก่งมาก เมื่อเจ้าพระยาสองพี่น้องกลับมาจากเชียงใหม่ ได้ร่วมป้องกันเมืองพิษณุโลกอย่างแข็งขัน ผลัดกันแพ้ชนะ มหาสีหสุระใคร่ได้พบตัวแม่ทัพใหญ่ที่บัญชาการรบอยู่จึงนัดวันดูตัว เชงเยทุตได้ถูกเรียกไปในขบวนเพชรจึงขอตามไปด้วยเพราะอยากเจอกับพี่ด้วงที่ไม่ได้เจอกันถึง ๘ ปี เชงเยทุตบอกให้เพชรแต่งตัวเป็นพม่าและอย่าทำตัวผิดสังเกต เพราะถ้ามหาสีหสุระรู้ว่าเพชรเป็นเพื่อนสนิทกับเจ้าพระยาจักรีอาจจะระแวงเพชรว่าเป็นไส้ศึก เมื่อถึงที่ดูตัวเพชรได้เห็นพี่ด้วงในชุดเต็มยศท่าทางมีสง่าราศีก็รู้สึกปลาบปลื้ม อะแซหวุ่นกี้ชมเชยว่ารูปงามมีฝีมือดี สามารถสู้กับเราผู้เฒ่าเจนศึกได้ จงรักษาตัวให้ดีภายหน้าจะได้เป็นกษัตริย์ และบอกว่าจะต้องตีพิษณุโลกให้แตกเพราะต่อไปภายหน้าพม่าจะตีเมืองไทยไม่ได้อีกแล้ว และให้พักรบ ๑ วันมีการเลี้ยงดูกันอย่างสนกสนาน เมื่อการดูตัวจบลงเจ้าพระยาจักรีได้เหลือบไปเห็นชายผู้หนึ่งแม้จะแต่งชุดพม่าแต่บุคลิกดูคุ้นตา บังเอิญเพชรเงยหน้าขึ้นมาสบตาพอดี เมื่อเพ่งพิศดูก็จำได้ว่าคือหลวงสิทธิ์นายเวรมหาดเล็กหุ้มแพร หรืออ้ายเพชรสหายสนิท จึงชะงักม้าจะลงไปทักแต่เห็นกิริยาเพชรดูกระอักกระอ่วน เจ้าพระยาจักรีนั้นไม่รู้ต้นสายปลายเหตุว่าทำไมเพชรจึงไปอยู่พม่า แต่ด้วยความที่รู้จักเพชรมานานจึงเชื่อใจว่าเพชรคงมีเหตุผล เมื่อเห็นเพชรดูตระหนกเช่นนั้นจึงขับม้ากลับค่ายพร้อมกับความสงสัยในใจ คืนนั้นเพชรนอนไม่หลับ ด้วยถึงจะตั้งใจไว้แต่แรกว่าจะอยู่อังวะจนตาย แต่เมื่อได้กลับมาสู่ดินแดนที่มีแต่คนพูดภาษาไทย ได้พบเจอกับเพื่อนสนิท จึงรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน แม้ว่าทหารพม่าจะยอมรับในฝีมือของเพชร และเลิกดูถูกเหยียดหยามเพชรมาหลายปีแล้ว เพชรก็ยังคงรู้สึกแปลกแยก รู้สึกถึงความเป็นอื่นของตนท่ามกลางคนพม่า เชลยไทยในพม่านั้นเพชรก็ไม่ค่อยได้พบเพราะเพชรต้องไปสงครามโดยตลอดจึงได้อยู่ท่ามกลางพม่าเป็นส่วนใหญ่แต่ช่วงนั้นเพชรก็ไม่ได้รู้สึกอะไรนัก แต่การได้มาอยู่ใกล้ชิดกับคนไทยในครั้งนี้มันกลับกระตุ้นให้ความรู้สึกเป็นคนไทยลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง เพราะเพชรเติบโตมาแบบไทยจึงรู้สึกเป็นพวกเดียวกับคนไทยมากกว่า นอกจากนี้การได้มาเห็นพม่าฆ่าคนไทยและจับคนไทยเป็นเชลยทำให้ความไม่ชอบพม่าเริ่มกลับมาอีกครั้ง เขาเองก็กลัวว่าพี่ด้วงจะเข้าใจผิดที่เห็นเขามาอยู่กองทัพพม่าจนอยากได้พบเพื่อชี้แจง เพชรสับสนในในยิ่งนักว่าจะทำอย่างไรดีในเมื่อสัญญากับเชงเยทุตไว้แล้ว ทั้งยังมีเมียกับน้องสาวที่เมืองพม่าอีก แต่อีกใจหนึ่งก็อยากกลับด้วยคิดว่าบ้านเมืองสำคัญกว่าคำพูดและเชงเยทุตก็รักแก้วมากคงจะดูแลน้องสาวของเพชรอย่างดี แต่ก็ยังติดที่เอื้อยว่าจะทิ้งให้อยู่คนเดียวอย่างไรได้ ความคิดสองอย่างนี้ตีกันในหัวเพชรตลอดเวลาจนไม่ได้นอน ระหว่างนั้นเชงเยทุตถูกมหาสีหสุระเรียกไปพบเพราะเหตุการณ์ระหว่างเจ้าพระยาจักรีและเพชรนั้นไม่ได้รอดพ้นสายตาขุนพลเฒ่า มหาสีหสุระระแวงว่าเพชรจะเป็นไส้ศึกจึงให้ฆ่าเพชรทิ้งเสีย เชงเยทุตพยายามชี้แจงและเอาชีวิตรับประกันว่าเพชรไม้ได้เป็นไส้ศึก มหาสีหสุระไม่เชื่อกล่าวว่าในยามสงครามจะไว้วางใจใครไม่ได้เพราะอาจส่งผลถึงความเป็นความตาย จำเป็นต้องตัดไฟแต่ต้นลมมิให้ลุกลามเพื่อความปลอดภัยของส่วนรวม เชงเยทุตจึงขอให้จำขังแทน มหาสีหสุระโกรธมากที่เชงเยทุตปกป้องเชลยจึงกล่าวขึ้นว่าเชงเยทุตก็เป็นไส้ศึกด้วยหรือไรจึงปกป้องอ้ายเชลยคนนี้นัก จึงสั่งให้เชงเยทุตไปฆ่าเพชรเสียมิฉะนั้นจะมีความผิดฐานกบฏ เชงเยทุตเห็นดังนั้นจึงทำเป็นยอมเพื่อได้ออกไปเตือนเพชรได้ เขารีบกลับไปที่พักเล่าความจริงให้เพชรฟังและหาทางหนีให้เพชร เพชรบอกยอมตายเพื่อไม่ให้เชงเยทุตถูกลงโทษ เชงเยทุตกล่าวว่าถึงอย่างไรเขาก็ไม่ถูกลงโทษถึงตายเพราะเป็นสหายสนิทของเพราะเจ้ามังระ ฉะนั้นขอให้เพชรรักษาชีวิตไว้เถิด เพชรเป็นห่วงน้องสาว เชงเยทุตบอกว่าเขาจะดูแลให้อย่างดี ถ้าเขาต้องถูกจับก็จะส่งแก้วไปอยู่บ้านญาติที่ปลอดภัย ทั้งสองกอดอำลากัน แต่ก็ต้องรีบหนี เชงเยทุตใช้คำสั่งแม่ทัพม้าเปิดประตูค่ายพร้อมทั้งจัดหาม้าให้เพชร เพชรขี่ม้าออกไปพร้อมกับน้ำตาที่ไหลเป็นทาง ไม่น่าเชื่อว่าคนที่เคยเกลียดพม่าเข้ากระดูกดำแต่เมื่อต้องจากพม่ากลับโศกเศร้าอาลัยแทบขาดใจ เมื่อมหาสีหสุระรู้จึงสั่งให้จับเชงเยทุตตีตรวนใส่ขื่อคาขังไว้แต่ไม่กล้าประหาร เพราะเคยมีพระราชโองการไว้ถึงสองแผ่นดินคือพระเจ้ามังลอกและพระเจ้ามังระ ว่าห้ามมิให้ผู้ใดทำร้ายเชงเยทุตจนถึงแก่ความตายหรือมีเลือดออกแม้แต่หยดเดียว ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดๆ ทั้งการใช้ของมีคม การวางยาพิษ การฝังทั้งเป็น หรือการให้มดแดงกัดจนตาย และรวมถึงวิธีการอื่นๆ ที่ไม่ได้กล่าวถึง ฝ่ายเพชรเมื่อไปถึงเมืองพิษณุโลกก็เกือบถูกพลธนูยิงแต่เพชรตะโกนเป็นภาษาไทยไปเสียก่อนจึงเพียงแต่ก็ถูกกุมตัวเข้าไปสอบ เมื่อทหารเข้ารายงานเจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์ถึงลักษณะของคนต้องสงสัยเจ้าพระยาจักรีก็รู้ทันทีว่าเป็นเพชร รีบออกไปพบทันทีที่พบหน้าก็ตรงเข้าไปสวมกอดและถามถึงสารทุกข์สุขดิบและความเป็นมาจึงเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด จากนั้นเพชรได้กล่าวทักทายเจ้าพระยาสุรสีห์ ซึ่งกล่าวว่าให้เรียกน้องบุญมาเหมือนเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเถิด จากนั้นให้เพชรไปพักผ่อน แต่เพชรยังเป็นห่วงเชงเยทุตและแก้วอย่างมาก เจ้าพระยาจักรีเลยบอกว่าจะให้คนไปสืบ เจ้าพระยาสุรสีห์นั้นไม่ไว้ใจเพชรเห็นว่าควรฆ่าทิ้งหรืออย่างน้อยก็กุมตัวไว้ แต่เจ้าพระยาจักรีไม่ยอม เจ้าพระยาผู้น้องจึงกล่าวปล่อยไว้แบบนี้สืบไปเบื้องหน้าจะได้ยาก แต่ทองด้วงรู้จักเพชรดีจึงไม่ยอมน้องชาย สายสืบรายงานว่าเชงเยทุตถูกกุมตัวไว้ทำให้เพชรกังวลมากแต่พี่ทองด้วงก็ปลอบว่าถ้าเขาจะฆ่าคงทำไปแล้วไม่ปล่อยไว้อย่างนี้แต่เพชรก็ยังเป็นกังวลอยู่มาก เพชรได้เป็นทนายหน้าหอเจ้าพระยาจักรี ซึ่งออกคำสั่งให้ทุกคนเรียกเพชรว่าหลวงนายสิทธิ์กรุงเก่า และได้เป็นที่ปรึกษาในการสงครามอย่างดีเพราะเพชรรู้ตื้นลึกหนาบางในค่ายพม่า แต่เขาก็ถูกจับตาโดยน้องบุญมาอยู่เสมอ แม้ทหารเอกอย่างเชงเยทุตจะถูกจับ แต่กองทัพพม่าที่ผ่านสงครามกับมอญ มณีปุระ ไทยใหญ่ เชียงใหม่ อยุธยา ล้านช้างและจีน ทำให้มีประสบการณ์โชกโชน ทหารมีความสามารถและแข็งแกร่งมาก อย่างไรก็ตามกองทัพไทยที่มีประสบการณ์มาขึ้นจากการปราบชุมนุมทั้งหก การตีเขมร เชียงใหม่และรบกับพม่า รวมทั้งระบบการเกณฑ์และจัดระเบียบแรงงานก็มีประสิทธิภาพมากขึ้นต่างจากก่อนเสียกรุงที่ถูกละเลยเพราะบ้านเมืองว่างเว้นสงคราม จึงสามารถต้านเอาไว้ได้จนเสบียงหมดทหารอดอยากมากจึงส่งใบบอกไปขอพระเจ้าตากเพื่อจะทิ้งเมือง พระเจ้าตากอนุญาตและได้ยกทัพธนบุรีขึ้นไปรับพม่าเข้าเมืองได้และกำลังจะตามตีลงมาเพื่อล้อมกรุงธนบุรีเมื่อปี ๒๓๑๙ บังเอิญมีใบบอกว่าพระเจ้ามังระสวรรคต มหาสีหสุระจึงต้องยกทัพกลับทำให้เขาเสียดายเป็นอย่างยิ่งเพราะถ้ารบต่อไปต้องชนะได้แน่และอนาคตคงไม่มีโอกาสจังหวะที่ดีแบบนี้อีก เขาได้กล่าวไว้ว่า ไทยเดี๋ยวนี้ฝีมือเข้มแข็งนักไม่เหมือนไทยแต่ก่อน และเมืองพิษณุโลกเสียครั้งนี้ จะได้เสียเพราะฝีมือทแกล้วทหารแพ้เรานั้นหามิได้ เพราะเขาอดเขาขาดเสบียงจึงเสียเมือง และซึ่งจะมารบกับไทยภายหน้านั้น แม่ทัพที่มีสติปัญญาและฝีมือเสมอเราและต่ำกว่าเรานั้น อย่ามาทำสงครามตีเมืองไทยเลย จะเอาชัยชนะเขามิได้ แม้นดีกว่าเราจึงจะมาทำศึกกับไทยได้ชัยชนะ เมื่อกลับถึงกรุงธนบุรีพระเจ้าตากดีใจมากที่ได้เจอเพชรและตั้งให้เป็นจมื่นไวยวรนาถหัวหมื่นมหาดเล็ก เพราะเป็นที่ไว้วางใจและมีความชอบในศึกอะแซหวุ่นกี้ เพชรเป็นห่วงเชงเยทุตและแก้วมาก ข่าวที่สืบมาได้คือเจ้าชายแห่งเมืองเซงกูราชโอรสองค์โตของพระเจ้ามังระได้ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าจิงกูจาด้วยวัยเพียง ๒๐ พรรษา พระองค์ทรงมีนิสัยโหดเหี้ยม และสำมะเลเทเมา ได้เป็นกษัตริย์เพราะมหาสีหสุระสนับสนุนเนื่องจากทรงเป็นลูกเขย มหาสีหสุระต้องการประหารเชงเยทุตแต่จิงกูจาขอไว้เพราะเป็นสหายสนิทของพระปิตุลาและพระบิดา(พระเจ้ามังลอกและพระเจ้ามังระ) ซึ่งเคยมีพระราชโองการห้ามไว้ไม่ให้ใครประหารเชงเยทุตอีกทั้งเชงเยทุตก็เคยเป็นครูสอนอาวุธของจิงกูจาตอนยังเด็ก แต่เชงเยทุตก็ต้องถูกขังคุกตีจำห้าประการ และถูกริบราชบาตรถอดยศเป็น อู เยทุต (อู=คำนำหน้าผู้ใหญ่เพศชาย) ทรัพย์สินถูกยึดเสียสิ้น แก้วและเอื้อยหนีไปเมืองชเวโบได้ทัน(หมู่บ้านมุตโชโบเดิม) แม้ทั้งสามจะปลอดภัยแต่ก็ไม่ได้ทำให้เพชรหายห่วงได้เลย ในปีเดียวกันนี้เองพระเจ้าจิงกูจาต้องการแก้ตัวที่พม่าต้องถอยทัพกลับ จึงพม่ายกไปตั้งที่เชียงแสนและเข้าตีเชียงใหม่ พระยาวิเชียรปราการผู้รักษาเมืองเชียงใหม่เห็นว่าเหลือกำลังจึงส่งใบบอกไปยังกรุงธนบุรี และทิ้งเมืองเชียงใหม่เทครัวลงไปอยู่สวรรคโลก พระเจ้าตากให้เจ้าพระยาสุรสีห์ไปตีเมืองคืนมาได้จากนั้นไทยพม่าจะเว้นศึกกันถึง ๙ ปี เมื่อเสร็จศึกครั้งนี้จมื่นไวยวรนาถเพชรได้รับพระราชทานภรรยาจากพระเจ้าตากชื่อขวัญและมีอนุภรรยาอีก ๒ คน แต่เขาก็ยังคิดถึงเอื้อยอยู่ เขาไม่ได้รับข่าวจากพม่าอีกเลยเป็นสิ่งที่ค้างคาใจของเพชรอยู่ตลอดเวลา เขาได้ร่วมรบในสงครามอีกหลายครั้งจนถึงปี ๒๓๒๓ ที่ได้ตามเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกหรือพี่ทองด้วง ซึ่งขณะนั้นเพชรได้เป็นที่พระยาสีหราชเดโชชัยแม่ทัพบก เวลาอยู่ในกองทัพเขามักจะไปพูดคุยกับบุนนาคอยู่เสมอเพราะพี่ทองด้วงมีงานมาก บุนนาคไม่ได้รับราชการเพราะมีเรื่องบาดหมางกับพระเจ้าตากสมัยเป็นเด็ก เพชรเคยบอกว่าพระเจ้าตากคงลืมไปแล้วแต่บุนนาคยังกลัวอยู่ จึงเป็นแค่ทนายหน้าหอของทองด้วง ในระหว่างศึกเกิดจลาจลในกรุงธนบุรีเจ้าพระยากษัตริย์ศึกยกทัพกลับไปปราบจลาจลและปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ ทรงทำการสำเร็จโทษพระเจ้ากรุงธนบุรีและประหารฝ่ายพระเจ้าตากไปหลายคน เป็นเหตุการณ์ที่เพชรเสียใจมากจนคิดจะลาออกจากราชการ แต่พระพุทธยอดฟ้า???ไปเกลี้ยกล่อมได้ เพราะเพชรเองก็ได้เห็นถึงอาการผิดปกติของพระเจ้าตากในปลายรัชกาล อีกทั้งบ้านเมืองเกิดจลาจลจำเป็นต้องกำจัดเสี้ยนหนามแผ่นดิน ตัดต้นอย่าไว้หน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก เป็นสำนวนที่ถูกต้อง เพราะในพงศาวดารมีหลายครั้งที่พระเจ้าแผ่นดินปล่อยให้มีเสี้ยนหนามแล้วก็เกิดกบฏขึ้นในที่สุด แต่เพชรก็เริ่มห่างเหินกับสหายเก่าทั้งทองด้วงและบุนนาค บุนนาคได้เป็นพระยาอุไทยธรรม ส่วนเพชรได้เป็นพระยารามจัตุรงค์ จางวางกรมอาสาหกเหล่า แม่ทัพใหญ่แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ตำแหน่งเดียวกับบิดาของเขาก่อนเสียกรุง ในปี ๒๓๒๘ เกิดสงครามใหญ่คือสงครามเก้าทัพ พม่ายกมาเก้าทัพ ๑๔๔,๐๐๐ คน ไทยมีเพียง ๗๐,๐๐๐ คน สงครามครั้งนี้พม่าวางแผนผิดกระจายกำลังกันมากเกินไป ไทยจึงทุ่มกำลังบริเวณที่กองทัพพม่ามีไพร่พลน้อยกว่าคล้ายสมัยพระนเศวร พระยารามจัตุรงค์เพชรได้ไปรบทางด่านพระเจดีย์สามองค์ เมื่อทัพพม่าแตกหนีไปทางเมาะตะมะ เพชรได้รับคำสั่งให้ติดตาม ทัพพม่าต่างเสียขวัญแตกหนีกระเจิง ทัพไทยกลับฮึกเหิมเริ่มเข้าสู่ยุคที่ไทยไม่กลัวพม่าแต่พม่าเริ่มกลัวไทย เพชรได้สังเกตว่ามีกองทหารม้ากองหนึ่งที่เป็นกองระวังหลังคุมกันติดและไม่แตกกระเจิงสู้กับทัพไทยของพระยาศรีสุเรนทร์ได้สูสีจึงขับม้าเข้าไปหนุนทัพไทย เมื่อเขาได้เห็นว่าตัวนายทัพคือเชงเยทุต จึงสั่งให้ทหารล้อมไว้อย่าทำอันตรายแล้วขับม้าไปข้างหน้า เชงเยทุตเห็นเพชรก็ดีใจพูดคุยถามสารทุกข์สุกดิบกัน เพชรเล่าเรื่องราวของเขาให้ฟัง ส่วนเชงเยทุตก็เล่าว่าในปี ๒๓๒๕ ขุนนางทนความโหดร้ายของจิงกูจาไม่ไหว หม่องหม่อง โอรสองค์โตของพระเจ้ามังลอกวัย ๑๙ ได้ก่อกบฏฆ่าจิงกูจา แต่เป็นกษัตริย์ได้เพียง ๗ วันก็ถูกพระเจ้าปดุงโอรสองค์ที่สี่ของอลองพญาสำเร็จโทษ ทรงคืนยศให้เชงเยทุตดังเดิมเพราะรู้จักกันมาตั้งแต่เด็กและรู้ฝีมือกันอยู่ พร้อมกันนั้นได้ประหารฝ่ายตรงข้ามหลายคนรวมทั้งมหาสีหุระอะแซหวุ่นกี้ จากนั้นเชงเยทุตได้ร่วมทัพไปตียะไข่(อาระกัน)ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบเกือบพันปี พระเจ้าปดุงจึงรู้สึกว่าทรงเป็นจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่สั่งให้ยกทัพมาตีกรุงเทพ นอกจากนั้นเชงเยทุตได้กล่าวว่าแก้วและเอื้อยสบายดี และแก้วกำลังตั้งท้องอยู่ เพชรดีใจมากที่รู้ว่าเมียรักและน้องสาวสบายดีแถมตัวเขาเองก็จะได้เป็นคุณลุงแล้ว เพชรบอกให้เชงเยทุตยอมแพ้แต่เชงเยทุตไม่ยอม เพชรจึงคิดจะปล่อยเขาไปไปเพื่อตอบแทนบุญคุณที่เชงเยทุตเคยช่วยเพชรเมื่อครั้งศึกอะแซหวุ่นกี้แต่เชงเยทุตไม่ก็ยอมทิ้งทหารของเขาอีก สุดท้ายเพชรจึงตัดสินใจปล่อยกองทหารม้านี้ไปเพราะทหารหลายคนก็เคยร่วมรบกับเขามาหลายสมรภูมิสมัยที่เขาอยู่พม่า แต่พระยาศรีสุเรนทร์แม่ทัพอีกคนที่รบกับเชงเยทุตอยู่ก่อนไม่ยอมหาว่าเพชรฝักใฝ่พม่าจึงสั่งให้ทหารพม่ายอมแพ้แต่เชงเยทุตนั้นกล้าหาญยอมตายไม่ยอมถูกจับ ทหารไทยจึงเข้ารุมกองทหารของเชงเยทุต เพชรตะโกนห้ามเท่าไรก็ไม่เกิดผล ทหารพม่าจำนวนน้อยกว่ามากค่อยๆล้มตายไปทีละคน จนเหลือแต่เชงเยทุตที่อ่อนล้าอย่างมากร่างกายโชกไปด้วยเลือด เพชรถลันเข้าไปห้ามไม่ให้ใครฆ่าเชงเยทุตและเกลี้ยกล่อมให้เชงเยทุตยอมแพ้มิฉะนั้นจะให้ทหารกลุ้มรุมจับ เชงเยทุตกล่าวขึ้นเป็นภาษาไทยด้วยเสียงอันดังว่า ข้า เชงเยทุตเมียงซูจีหวุ่น แม่ทัพม้าในพระเจ้ากรุงรัตนปุระอังวะ ไม่เคยเกรงกลัวต่อพญามัจจุราช และไม่มีทางยอมถูกจับเป็นเชลยให้เสียเกียรติยศแห่งกรุงรัตนปุระอังวะดอก ว่าแล้วเขาก็ปาทวนปักพื้นดินและหยิบมีดที่เหน็บอยู่ที่เอวแทงเข้าไปที่ท้องของตน เขาค่อยๆตกจากหลังม้า เพชรที่กำลังตกตะลึงรีบเข้าไปรับตัวของเชงเยทุตไว้ เสียงหายใจระรวยรินค่อยๆแผ่วเบาและเงียบไปไปในที่สุด เพชรคุ้มคลั่งร้องไห้พร่ำเพ้อเสียใจไปต่างๆนานาตัดพ้อต่อว่าว่าไม่น่าคิดสั้นและพูดถึงความหลังที่เคยอยู่ด้วยกันเหมือนคนบ้า ทหารที่ล้อมอยู่ต่างก็อนาถใจไปกับภาพที่เห็น บางคนก็สงสัยว่าทำไมแม่ทัพของเขาต้องเสียใจที่ศัตรูตาย หลังจากจัดการพิธีศพเพชรก็ได้แต่ครุ่นคิดถึงปัญหาของชีวิต ทำไมต้องมีสงคราม ทำไมต้องฆ่ากัน ทำไมจึงต้องแสวงหาอำนาจทรัพย์สมบัติ พี่สินของเขาต้องตายเพราะการแย่งอำนาจ เชงเยทุตต้องตายเพราะสงคราม แก้วและลูกต้องเป็นแม่ม่ายและเด็กกำพร้า คนอีกมากมายต้องประสบชะตากรรมเยี่ยงนี้ เพียงเพราะความทะเยอทะยานของคนบางกลุ่มทำให้คนมากมายต้องประสบเคราะห์กรรม ทำไมต้องมีการแบ่งเขาแบ่งเรา นั่นไทย นี่พม่า โน่นลาว ทั้งที่ทุกคนก็เป็นคนเหมือนกัน มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย มีสุข มีทุกข์ มีไม่สุขไม่ทุกข์ ทำไมไม่เห็นอกเห็นใจอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ท้าวพระยามหากษัตริย์คิดแต่จะแสวงหาความยิ่งใหญ่โดยอ้างว่าเพื่อความผาสุกของอาณาประชาราษฎร แล้วมันทำให้ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินเป็นสุขจริงหรือ ราชสำนักที่รุ่มรวยกับไพร่ฟ้าที่แสนลำบาก นี่มันจะต้องเป็นเช่นนี้อีกนานเท่าไร เพชรได้ลาออกจากราชการและออกบวช เขาได้ธุดงค์ไปในป่าลึก และไม่มีใครพบเขาอีกเลย
เขาจะรู้หรือไม่ว่าลูกชายของเขาได้เกิดมาโดยไม่มีโอกาสจะได้รู้จักกับพ่อของเขา
นี่เป็นเพียงเพียงฉบับร่างรวมกับโครงเรื่องบางส่วน ยังต้องแต่งเติมปรับปรุงอีกมาก หากผิดพลาดประการใดก็ต้องขออภัยไว้ ณ โอกาสนี้ 4月30日 ทำไมไม่มีอะไรจะเขียน ทำไมไม่มีอะไรจะเขียน เสียงใครถาม ตอบได้ว่า ถึงจะเขียนไปก็ไม่ค่อยมีคนอ่าน แม้แต่เจ้าตัวเองก็ไม่มีเวลาจะอ่าน แต่ไม่ใช่ไม่มีเวลาจะอ่าน เพราะเป็นคนเขียนเองแล้วยังจะมาอ่านอีกทำไม เตือนความจำรึก็ไม่ใช่ ช่วงนี้ก็หลง หลง ลืม ลืม กินข้าวเช้า ก็ไม่ค่อยได้กิน กลัวจะเป็นอัลไซเมอร์ งานก็หาไม่ได้ เงินก็"ม่มี แต่ดันใช้เงินเกินตัว ความจริงๆก็เรียกว่า ไม่เกินตัว เพราะถ้าจะเรียกว่าเกินตัว ก็คงไม่ได้ เพราะงานก็ไม่มีเท่ากับไม่มีเงิน ไม่มีรายได้แปลว่าใช้เงินไม่เกินตัว(เหรอวะ) อีกนัยหนึ่งก็สรุปเอาเองว่า ใช้เงินไม่เกินตัว(ไปแล้ว) อย่างไรก็ตาม คุณแฟนก็บ่นว่าใช้เงินมากเกินไป ก็จะลดการใช้เงินลง อยากทำตัวดี ดี ให้ คุณแฟนดู เขียนมาตั้งนาน ทำไมยังจะเรียกว่าไม่มีอะไรจะเขียน ที่ยังบอกว่าไม่มีอะไรจะเขียน เพราะว่าไม่มีเวลาจะเขียน หนังสือรุ่นก็ต้องทำ หนังสือก็ต้องอ่าน หนังสือที่ดันต้องอ่าน เพราะไปช่วยพี่ที่เคารพทำวิทยานิพนธ์ ที่ผลัด พลัด ตก ตก-ลงมาช่วยทำเนื่องจากหางานไม่ได้ กด กริ๊ง กริ๊ง กร๊าง กร๊าง ไปถามว่า "ผมไม่มีงานทำคับพี่" "เออ ดี งั้นมึง มาช่วยกูทำ" อ๊ะ ทำก็ทำ ที่อยากทำเพราะเคยคุยกันว่าจะช่วย แต่ช่วงก่อนหน้านี้ยุ่งม๊าก มาก มาก-มายจนแทบจะ กระดุกกระดิกขยุกขยิกขุยกขยุยไปทำนู่น นู่น นี่ นี่ ไม่ได้ซักกะอย่าง รายงานก็มี สาวสาวก็ต้องจีบ เรื่องก็ต้องก่อ???? เที่ยวเล่นก็ต้องเล่น หนังสือก็ต้องอ่าน-สอบมาช่วงนี้ งานมันลดลงทำงานไม่เป็นชิ้นเป็นอันอยู่แต่ในบ้านก็กระไรอยู่ หันไปมองรอบตัว ซ้าย ขวา หน้า หลัง บน ล่าง ก็มีแต่คนวิ่งเต้นหางาน อ๊ะ สงสัยจะเฉื่อยชาไปหน่อย นิด นิด หน่อย หน่อย เลยต้องทำอะไรที่ดูเป็นงานซะบ้าง แค่ดูเป็นงานขึ้นมา แต่สุดท้ายยยยยยยยยยยย ชั้นก็ยังยุ่งอยู่เหมือนเดิมนี่หว่า ไม่เห็นจะมีเวลาพักเลย สราดดดดดดดดดดดดดดดด (อย่ามาแอ๊วให้เห็นนะ จิ๊)
ขออภัยถ้าอ่านยากไปนิด แต่นี่เขียนติดกันไปเลยจริงๆ จะเฟร้ยยย ปล. ถึงชั้นจะไม่มีเวลาพักเลย แต่เคยมีคนพูดไว้ว่า "ถ้าอย่างน้องเรียกว่าไม่ว่าง คนทั้งโลกทำงานกันเครียดตาย ห่ ไปแล้ว" จิ๊ 3月8日 แบบสอบถามว่าเราเป็นฮีโร่ประเภทไหนผลปรากฎว่า...
เอ็งเป็น Hulk
ตอนทำก็คิดๆไว้นะ ว่าถ้าออกมาเป็นไอ้ตัวนี้จะเป็นยังไงน้อ... เอาจริงๆ เป็น Ironman ดูดีกว่าเยอะ 2月23日 ทำนายฝันเอามาจากที่อื่น แต่อยากจะเก็บไว้อ่านเอง มีปัญหา'ไรมะ ฝันว่าทนทุกข์ทรมาน เพราะเจ็บป่วย คุณอาจจะทำอะไรที่เป็นการเอาแต่ใจตัวเอง กับคนในครอบครัว หรือเพื่อนฝูงเข้าก็ได้ เลยเกิดความรู้สึกผิดขึ้นในใจ ฝันว่ากินของอร่อยๆ จนพุงกาง ถ้าคุณเป็นหวัด หรือป่วยไข้ อาจจะหายได้ยาก ต้องรักษาตัวกันนาน หรืออาจทำของมีค่าหาย เพราะฝันแบบนี้เป็นลางว่า อาจจะเกิดความเสียหายขึ้น ฝันว่าอ้วนเอาอ้วนเอา แหม! ไม่ดีเลยฝันแบบนี้ แต่เชื่อไหมว่า ฝันแบบนี้เป็นลางดี แสดงว่าความปรารถนาของคุณ กำลังจะเป็นจริงแล้ว แถมตอนนี้คุณกำลังมีเสน่ห์แรงอีกด้วย ฝันว่าผอมลง อย่าเพิ่งดีใจนะ เพราะฝันแบบนี้แสดงว่าคนที่คุณแอบปิ๊งอยู่ หรือแฟนของคุณกำลังหลงรักคนอื่นที่ไม่ใช่คุณอยู่ ฝันว่าบินอยู่บนท้องฟ้า 2月16日 ดูหนังกับบิ๊กบอสซี่ 1ไหนๆก็มีโอกาสที่น่าจะได้ดูหนังทุกอาทิตย์แล้วก็จะมาอัพเกี่ยวกะหนังที่ดูอาทิตย์ละครั้งละกัน Music&Lyrics เป็นหนังเกี่ยวกับศิลปินตกอับที่ต้องแต่งเพลงให้นักร้องซุปเปอร์สตาร์ เพื่อที่ตัวเองจะได้มีงานที่มันคงทำอีกครั้ง เสียงเพลงนี่น่าจะสื่อความหมายได้ดีพอๆกับ คำพูดหรือภาพประกอบ เวลาดูหนังที่เกี่ยวกะเพลงแล้วก็ซึ้งจนน้ำตาซึมได้ทุกที ตอนแรกนึกว่าหนังแนวRomantic Comedy นี้ตัวเองจะดูแล้วไม่ถูกใจ แต่สำหรับเรื่องนี้ก็ชอบนะ ดีจัง ดีจุง หนังเรื่องนี้ประกอบด้วยมุขตลกฝรั่งที่คาดว่าข้าพเจ้าน่าจะขำคนเดียวในโรง ด้วยความเป็นรัฐไทย ทำให้มีการcensor รูปพระพุทธรูปที่Paint บนเสื้อของนักเต้มน หรือว่าพระรูปที่ตั้งเป็นฉากหลังเวที เรียกได้ว่าCensor ละเอียดจริงๆ ทำตาหรี่ยังไงก็มองไม่ออก อืมมมมมม มันเป็นเรื่องสำคัญมากสินะ การที่จะต้องเคารพต่อสิ่งก่อสร้างที่สร้างด้วยมือมนุษย์นี่ อืมมตามสบายละกันๆ by the way ทำไมสำนวนภาษามันเหมือนไม่ใช่ตัวเองพิมพ์เองนะ... (คงจะไม่ได้อัพมานานมั้ง ต้องอย่างนั้นแน่ๆ...) 1月2日 เปิดฟ้าส่องโลกไปกับบิกบอสซี่ 1กษัตริย์จอร์แดนคนเก่านี้เก่ง มองการณ์ไกลพอสมควร ท่านให้ลูกของท่านไปเป็นทหารประจำหน่วยรบพิเศษจริงๆ และก็ทำให้องค์รัชทายาทออกได้ไปเรียนรู้ภูมิประเทศ สภาพปัญหาของประเทศตนจริงๆ ได้ออกไปคลุกคลีกับทหาร ประชาชน และชาวบ้าน อย่างจริงจัง ทำให้มีลักษณะไม่ถือตัว เมื่อพอเป็นกษัตริย์แล้วก็ยังสนพระทัยที่จะออกผจญภัยท่องเที่ยวทั่วไป ตามชีวิตคนหนุ่มวัยฉกรรจ์ (แม้จะถูกห้ามปรามจากทางวังก็ตาม) มีการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศด้วยออกไปเป็นไกด์ให้กับรายการสารคดีต่างประเทศ พาเที่ยวชมสมบัติทางธรรมชาติขงตนเอง ไม่เหมือนรัชทายาทรัฐประเทศแถวนี้บางคน ที่นอกจากไม่ทำอะไร แล้วยังจะมาแย่งสมบัติประชาชนรัวๆ ประเทศนั้นมันซวยจริงๆ คนก็ไม่มีคุณภาพ แย่ๆๆ ปีใหม่นี้ เป็นปีที่ยังต้องลำบากกันอีก ก็ขอให้ทุกคนอดทน |
|
|