Nut x Nut 的个人资料Big Boss's Ring Area照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
|
Big Boss's Ring AreaTo Be the Man, You've Got to Beat The Man ผ่านมาแล้วอ่านไม่รู้เรื่อง 。。。(~ ̄▽ ̄)~
4月16日 อย่างนี้ก็ใส่เสื้อแดงไม่ได้สิ(ฟระ!)หลังจากที่เมืองไทย มีเรื่องวุ่นวาย (ซึ่งขณะนี้ยังไม่จบ)
นอกจากความขัดแย้งทางการเมืองแล้ว
ปรากฎการณ์หนึ่งที่สงสัย??? จะเกิดขึ้นคือ
ต่อไปนี้ก็ใส่เสื้อแดงไม่ได้สิพี่ค้าบน้อง!!!
เพราะ "คน" ไม่ชอบเสื้อ "สีแดง" ไปเสียแล้ว : (
ถ้าใส่เสื้อแดงไม่ได้ กีฬาสีของน้องเด็ก ก็จะต้องไม่มีสีแดง
เอ๊ะ แล้วต้องไม่มีสีเหลืองด้วยรึเปล่า? เพื่อความเป็นกลางทางการเมือง
แต่ไม่มีสีเหลืองนี่ดูเป็นไปได้ยาก เพราะสีเหลืองเนี่ย... (เซนเซอร์)
แล้วเวลาร้องเพลงเชียร์เนี่ย ต้องร้องเพลง (เซนเซอร์อีก) ด้วยรึเปล่า
อย่างไรก็ตาม ต้องเปลี่ยนสีแดงเป็นอะไร สีเลือดหมูเหรอ สีบานเย็น สีแดงขาวมั้ย กาชาดดี
เป็นกลางทางด้วยนะ ตอนสงครามเนี่ย ไม่โดนจับเป็นตัวประกัน...
ถ้าคนโดนแทงมา เลือดอาบ เสื้อขาว ชุ่มไปด้วยเลือดสีแดงฉาน ชุ่มโชกอาบไปทั่วร่าง
เลือดสีแดงฉานนี่เป็น Discrimination ทางเชื้อชาติรึเปล่า ทำไมไม่มีเลือดสีแดงว้า เลือดสีแดงไทยใหญ่ เลือดสีแดงมลายู ไรงี้
อะ กลับมา ถ้าสมมติคนโดนแทงเดินผ่านชุมชน แล้วจะมีคนช่วยมั้ย
เนื่องจากมองเห็นว่าแดงมาแต่ไกล แต่คนโดนแทงเนี่ย
คงยังต้องมีพลเมืองดีแถวนั้นช่วยล่ะน่า ไม่ต้องห่วงมั้ง : P
น่าจะห่วงว่าทำไม มีแต่เลือดสีแดงฉานมากกว่า เราต้องมีเลือดสีแดงอื่นบ้างสิ....
แล้วตรุษจีนปีหน้าล่ะ เราต้องฉลองด้วยอะไร
ถ้าให้ต้องใส่แต่เสื้อขาวดำ ฉลองตรุษจีนเนี่ย มะอาวนะ
เอ๊ะ แล้วอากง อาม่า ไปไหว้พระที่ศาลเจ้าา
จะถูกจับด้วย ข้อหาซ่องสุมกันเกินห้าคนรึเปล่า
สงสาร กง ม่า จังเลย T^T ฮือๆๆ
คนเกิดวันจันทร์ ไม่สนอยู่แล้วสีแดง
แต่ว่าคนที่เกิดวันอาทิตย์ แล้วอยากใส่สีมงคล
เพื่อไปทำธุรกิจ ไปติดต่องานเนี่ย ยังจะใส่ได้มั้ยน้า
พอคนไม่ใส่เสื้อสีแดง ร้านเสื้อแถวโบ๊เบ๊ ก็จะไม่มีเสื้อสีแดงขายน่ะสิ
ว้า... เมืองไทย คงจะดูซึมเซาไปเลยทีเดียวนะ ถ้าคนไม่ใส่เสื้อสีสันกัน
คงจะเป็นเหมือนเมืองบางเมือง ที่เป็นเกาะเล็กๆ ทางใต้ของไทยมั้ง
ที่คนใส่สูททำงาน เดินแข็งๆ ไม่มีชีวิตชีวา
ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทที่ให้บริการรถแท๊กซี่ สีแดง
ต้องโดนจับในข้อหา สนับสนุนการก่อความวุ่นวายด้วยรึเปล่า
เพราะผิดที่เพ้นท์รถออกมาเป็นสีแดง
ถ้าอย่างนั้น บ้านเมืองนี้ก็ไม่มีงาน Artwork ที่base on สีแดง ไปอีกพักนึงสินะ โถๆ
คนเราเกลียดกันเพราะสี ก็จะทำให้มีคนเดือดร้อน เพียงเพราะเรื่องสี
สีเสื้อ เพียงเปลี่ยนเสื้อก็หมดปัญหา
แต่ว่าความคิดของคนที่ใส่เสื้อสีต่างๆกันนั้น
คงไม่ได้เปลี่ยนด้วยการสวมเสื้อ
ถ้าสมมติตอนนี้ทุกคนกำลังเล่นกีฬาสีระดับประเทศอยู่
มีทั้งสีเหลือง สีแดง สีน้ำเงิน สีนั่น สีนี่ สีทาบ้าน ฯลฯ
เรื่องราวมันจะจบลงด้วยเป้าหมายของกีฬาหรือเปล่า
นั่นคือสร้างความสามัคคี ความรักกันของนักกีฬา
อย่างไรก็ตาม ผมว่ากีฬาเนี่ย...
มันทำให้เกิดความสามัคคีได้ยากนะครับ...
เพราะว่าเวลาเล่นกีฬากันแต่ละทีม
ก็คงอยากให้ทีมตัวเองชนะนั่นเอง
4月2日 การถูกครอบงำด้วยภาษา (เรทR)ไม่แน่ใจว่า มันเรียกว่าการถูกครอบงำด้วยภาษาหรือไม่
แต่เนื่องจากจำหลักทฤษฎีได้"ไม่แม่น" ก็จะตั้งชื่อหัวข้อมันว่างี้แหละ
คนที่หน้าตาดี ความรู้แน่น อาวุโส ผ่านมาแถวนี้ก็แก้ได้นะจ๊ะ
อนึ่ง นี่เป็นความเห็นของคนเขียนเท่านั้น อย่าคิดเป็นจริงเป็นจัง
เพราะเรื่องต่อไปนี้เกี่ยวพันกับสังคมจริงอย่างเลี่ยงไม่ได้
เรื่องของเรื่องคือ ช่วงนี้ซึ่งเป็นช่วงสอบ และ เริ่มฟุ้งซ่าน
ทำให้ผู้เขียนได้มีโอกาสตรวจสอบรสนิยมทางด้าน"เพศ"ของชนชั้นกลางถึงล่างในไทย
และพบสิ่งหนึ่งที่เป็นหลักสำคัญของแนวคิดจิตวิทยาเชิงจิตวิเคราะห์ หรือมองได้ในมุมของทฤษฎีการโฆษณา
นั่นก็คือ การตั้งชื่อไฟล์คลิปวิดีโอ เป็นชื่อที่น่าสนใจเกินจริง...
จากการสำรวจพบว่า บางคลิปวิดีโอ มีการตั้งชื่อที่น่าสนใจเกินกว่าตัวคลิปจริง
ยกตัวอย่าง 3 กรณีคือ
1) "คลิปหายาก หลีดคณะเอากันในหอในม.XXX", 2) "หลุดน้องYYYนิสิตแพทย์มหาลัยZZZสวยมากเป็นบุญตาที่ได้ดู" 3) "น.ศ.ถ่ายมือถือหลุดสดๆรับวันวาเลนไทน์" จากชื่ออันเป็นที่น่าสนใจสำหรับชายที่หื่นกระหาย หรือว่าอยู่ในวัยอยากรู้อยากลองเช่นนี้
บางคลิปกลับไม่ได้ให้ภาพที่ปรากฎตามชื่อจริง หรือ เป็นเพียงการตั้งชื่อใหม่ซ้ำไฟล์เดิมเท่านั้น
กรณีแรกผู้ดูคลิป พบว่าคลิปนี้ไม่ใช่หลีดคณะ และใช่ครับมันเป็นภาพในหอ แต่มันที่ไหน
ต้องขออภัยในคำกริยาที่ชัดเจน แต่ตัวผู้เขียนได้กล่าวแล้วว่าเป็นรสนิยมทางด้าน"เพศ"ของชนชั้นกลางถึงล่างในไทย
เพราะฉะนั้น verb ในลักษณะนี้ ทำให้ผู้อ่านเห็นภาพได้ชัดเจน และคำว่าหายากก็เป็นตัวดึงดูดที่ดีสำหรับคนที่ต้องการดาวน์โหลด
ส่วนเสริมที่สำคัญของกรณีที่หนึ่งนี้คือ หอในม.XXX ซึ่งคาดเดาได้ว่ายิ่งเป็นมหาลัยเปิดของรัฐบาลที่ยิ่งเข้ายากขนาดไหน
ก็อาจจะยิ่งเป็นที่น่าสนใจมากเท่านั้น
...แล้วมันจะตั้งชื่อว่ามหาลัยเปิดทำซากไรคับ ในเมื่อมันเข้ายากกว่าปรกติ :P
ความเป็นจุดที่น่าสนใจนี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นลักษณะของสังคมที่มีชนชั้นแบบสังคมไทย
ต้องยอมรับว่า ในแวดวงธุรกิจ การงาน การศึกษา เรามีการแบ่งชนชั้นซ่อนอยู่ในทุกอณูของสังคมไทย
ประหนึ่งว่าการที่คนที่ถูกถ่ายนั้นยิ่งเป็นนักเรียน นักศึกษาของสถาบันชื่อดังเท่าไหร่ ก็เสมือนการได้เอาคืนจากชนชั้นล่าง
เรียกได้ว่า เป็นคำพูดในทำนองว่า "นี่เหรอเด็กจากสถาบันนี้ ทำไมทำตัวอย่างนี้ล่ะ"
โดยท่านครับ ท่านลืมไปแล้วหรือว่า ไม่ว่าจะเป็นใคร มาจากไหน มันก็คือ "คน" เหมือนกัน
ผมว่า บ้านเมืองเราขาดการมองคนในจุดที่ว่าเป็นคนนี้มากไป จนเวลามองไปที่คน คนหนึ่ง เราไม่ได้เห็นความเป็นคนคนนั้น
แต่กลับเห็น ภาพความสำเร็จของพ่อแม่เขา ความมีชื่อเสียงของสถาบันการศึกษาที่เขาจบมามากกว่า
กรณีทีสอง ความเป็นนิสิตเแพทย์ มหาลัย ZZZ เหมือนว่าได้กล่าวไปข้างต้นแล้วถึงเรื่องสถาบัน
ส่วนในกรณีที่นี้ได้มองไกลไปถึงอาชีพ ความเป็นแพทย์ พยาบาล ฯลฯ
ก็เกี่ยวพันกับระบบการศึกษาด้วยเช่นเดียวกัน ที่ทำให้แต่ละอาชีพไม่เท่าเทียมกัน
ผู้ดูหนึ่งคงจะมีความอยากดูสายอาชีพที่ตัวเองยกย่อง
ลดระดับลงมาเทียบเท่ากับพวกตน (ในเรื่องบนเตียง)
ส่วนอีกหนึ่งคือ คำว่า สวยมาก ซึ่งความสวยนี้ใครเป็นคนนิยาม...
ความสวยไม่ใช่ Universal Standard เช่นเดียวกับความอร่อย และอีกหลายๆความ
ความสวย ย่อมมีนิยามแตกต่างกันไปในแต่ละยุคสมัย และแต่ละรสนิยมของปัจเจก
อย่างไรก็ดี มันก็เป็นน้ำจิ้มที่สำคัญที่ทำให้ผู้แวะเวียนผ่านมา
อยากลิ้มลองว่าความสวยนั้น ตรงกับรสนิยมของตนเองหรือไม่
ซึ่งส่วนใหญ่ในความเป็นจริงแล้ว.... มักจะผิดหวังนะขะรับ
กรณีที่สาม จะไม่พูดไรมาก เหมือนกับสองกรณีที่แล้ว
แต่มีสิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาคือ หลุดสดๆ หรืออย่างในตัวอย่างที่หนึ่งคือ คลิปหายาก
ผมว่า... คลิปเนี่ย มันก็หายากทั้งนั้นล่ะ มันไม่ได้เป็นPublic นี่หว่า
แต่ความมหายาก หรือ การหลุดออกมา นี่ก็เป็นลักษณะหนึ่งของสังคมที่มีการปิดกั้นในเรื่องพวกนี้สูง
นอกจากนั้น อีกปัจจัยคือ วันวาเลนไทน์ ใช่ครับ ในวิดีโอนั้นเป็นวันวาเลนไทน์จริงหรือเปล่าก็ไม่ทราบได้
หรือต่อให้คลิปวีดีโอมันบอกวันได้แล้วมันแปลกอะไร
มันแปลกตรงที่ มันเป็นตัวแทนของ การฝ่าฝืนความพยายามของภาครัฐในการออกกฎที่นำไปปฏิบัติไม่ได้
กฎเหล่านี้เช่น ห้ามกินเหล้าในสถานศึกษา ในวัด ฯลฯ ที่ยิ่งตั้งมาก็ต้องมีคนฝ่าฝืนอยู่แล้ว
ตามอัตลักษณ์ของชนชาติไท(น้อย) อันมารวมกันอยู่ด้ามขวานติดทะเลของดินแดนแหลมทอง ซึ่งเรียกว่าประเทศไทยในปัจจุบัน
จากที่ได้กล่าวไปทั้งหมดข้างต้น คิดว่าไม่ได้ให้ประโยชน์อะไรกับคนอ่าน :P
ถ้าจะให้ประโยชน์ได้ก็เพียงแค่การขยายทัศนคติของท่านเท่านั้น
และก็ไม่ได้ให้ประโยชน์อะไรกับคนเขียนที่จะสอบอยู่พรุ่งนี้แต่อ่านหนังสือไม่ได้
อย่างไรก็ตามจากที่เขียนยืดยาวสรุปได้ความว่าไอ้ชื่อเนี่ย มันสำคัญนะ
และมันคงสำคัญสำหรับเวบที่สามารถหาตังค์ได้จากจำนวนคนที่เข้ามาโหลดไฟล์ไป
ชื่อที่ตั้งนี่ก็ทำให้คนเชื่อตาม หรือในทางพุทธปรัชญาจะเรียกว่า "สัญญา"
เหมือนกับว่า เวลาฉีกซองขนมนี่จะมีรอยปรุบอกให้ฉีกตรงนี้ แต่เอาจริงๆแล้วฉีกตรงไหนก็ได้
กรณีนี้ก็เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่น่าสังเกตของการรักษาระเบียบวินัยในโลกมนุษย์ด้วยการใช้ภาษาเท่านั้น... 3月30日 เยอรมัน 1 รถไฟฟ้า...เรื่องที่จะเขียนเกี่่ยวกับการท่องเที่ยวนี่ (หวังว่าจะเขียนอะไรออกมาได้นะ)
เป็นเรื่องที่ได้ไปเที่ยวยุโรปด้วยสายการบินราคาถูก
เรื่องนี้เป็นเรื่องของประเทศเยอรมัน ภาคหนึ่ง...
"ไปเที่ยวต่างประเทศ" คำนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก...
ใช่ครับ การนั่งเครื่องบินไปต่างประเทศไม่ใช่เรื่องแปลกของคนในยุคนี้
แต่ว่าไอ้การนั่งไปถึงประเทศมันแล้ว แล้วไม่รู้ว่าจะต้องไปไหนยังไงเนี่ย เป็นครั้งแรกนี่มันก็ยังไงๆ อยู่นะ...
ประเด็นคือต้องนั่งรถไฟจากสนามบินไปยังโฮสเตลเอง ซึ่งในที่สุดแล้วก็หลงทางจริงๆด้วย
อารมณ์มันก็เหมือนกับ เราต้องนั่งเครื่องบินมาสุวรรณภูมิ แล้วให้ไปต่อรถไฟฟ้าจากสนามบิน (ที่กำลังจะเสร็จ)
เข้าไปในตัวเมืองกรุงเทพมหานคร แล้วไปหาที่พักแถวข้าวสาร แต่จนแล้วจนรอดก็ไปไม่ถึงซะที จนนั่งรถเลยไปปากน้ำ...
อันนี้ก็เหมือนกัน นั่งไปโอลิมปิคสเตเดียม >< ดีนะ ที่คิดว่า ไอ้โอลิมปิก สเตเดียมเนี่ย มันสนามบอลใช่มะ
แล้วทีนี้ ไอ้สนามบอลนี่มันสงสัยมันจะอยู่นอกตัวเมืองนะ เพราะมองออกไปนอกรถไฟฟ้านี่บนถนนรถราก็ร้างเสียแล้ว
ไอ้เรื่องให้ไปถามคนอื่นเนี่ย ว่าที่นี่มันถึงไหนยังไงแล้ว คนบางคนที่เข้ามาอ่าน ก็คงรู้ดีว่าไอ้คนเขียนเนี่ยมันเป็นยังไง ><
ก็เลยออกมาจากรถไฟ หาทางนั่งกลับ ในหัวคิดว่าเหมือนเรานั่งรถเมล์บ้านเรานั่งผิดก็ข้ามฝั่งมาขึ้นดิวะ!!
ทีนี้ไอ้ประเด็นเรื่องการนั่งรถไฟไม่ถูกกฎระเบียบ เพราะไม่รู้นี่ก็เป็นปัญหา....
สรุปคือ นั่งรถไฟฟ้าฟรี ไม่ได้จ่ายเงิน ทั้งไปทั้งกลับ ฮ่าๆ คือถ้ามีคนมาตรวจนี่ก็คงโดนจับไปแระ
เอาเป็นว่าสุดท้ายก็ไปถึงที่พักได้จนได้ และก็ได้ทำอย่างที่เคยทำ คือออกมาเดินเล่นข้างนอกตอนดึกๆ
แต่เดินไปเดินมา กลัวดิ... บ้านเค้าเมืองเค้าอะ ทางก็ไม่รู้ เลยรีบเดินกลับ : (
วันนั้นเป็นวันศุกร์ด้วย คนเต็มถนน และเสียงดัง
อาจจะเรียกว่าเป็นความเป็นคนเยอรมันก็ได้ที่ส่งเสียงอื้ออึงกันทั้งเมืองไม่เหมือนสวีเดน
เรียกว่ายังไงดี คือถ้าเราไปเที่ยวเราไม่สร้างประสบการณ์อะไรตื่นเต้นแบบนี้
เรียกว่าไปเที่ยวแบบตามทัวร์ไป ก็คงมีความทรงจำที่สวยงามอีกแบบหนึ่ง
อันนี้เหมือนกับเป็นความทรงจำแบบ Backpack ก็น่าสนุกไปอีกแบบ
คิดว่าวันข้างหน้านี่ก็อยากจะหาเพื่อนเดินทางด้วย เหมือนกันนะ
หวังว่าจะมีโอกาสพบคนแบบนั้น ที่มีไลฟ์สไตล์เดียวกัน : )
ปล. ไหนๆ ก็ตั้งชื่อว่ารถไฟฟ้า ก็จะเล่าอะไรบ้างที่มันเกี่ยวข้องกัน
รถไฟฟ้าของประเทศเยอรมัน ดูเก่ากว่ารถไฟฟ้าในบ้านเรา และสกปรกกว่า
คิดว่าคงเพราะมีมานานกว่า หรือในทางกลับกันถ้าบ้านเรามีรถไฟฟ้าใช้นานกว่านี้ก็อาจจะสกปรกเหมือนกัน
แต่ก็ไม่แน่เพราะการใช้บริการรถไฟฟ้านี่เสียตังค์แพง เรียกว่าเป็นการจำกัดผู้ใช้ ประกอบกับมีคนมากตลอดเวลา
และยังมีให้บริการแต่ในย่านธุรกิจ แต่ถ้าสายมันยาวขึ้นล่ะ...?? ถ้ามันให้บริการดึกขึ้นล่ะ ฯลฯ 3月24日 ปัดฝุ่น'เหมือนว่าจะเป็นเวลานาน ที่บางครัั้ง ที่บางแห่ง
ก็ถูกละเลย และมองข้าม"
ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับที่ คนหลายคนมองเข้ามา
และบอกว่า คนคนนี้ เป็นคนใช้ไม่ได้ สนใจแต่เรื่องของตัวเอง
...
ทว่า...ในทางกลับกัน คนคนนั้น กลับรู้สึกตลอดว่าตัวเองไม่เคยได้สนใจเรื่องของตัวเอง
ทั้งๆที่พยายามสนใจเรื่องของคนอื่น และความรู้สึกของคนอื่นมากกว่าแล้ว...
แต่ก็อย่างที่ว่า ก็ยังถูกมองว่าเป็นคนเห็นแก่ตัวอยู่ดี
ถ้าไม่เป็นเพราะความเขลา ของคนคนนั้นเอง ที่ไม่สำเหนียกความรุ้สึกผิดชอบชั่วดี
ก็คงเป็นเพราะคนรอบข้างอยากมองอย่างที่ตัวเองอยากให้เป็นไป
ทำให้ระยะเวลาหนึ่ง คนคนหนึ่ง ไม่มีความสุข และรอยยิ้มหายไปจากใบหน้า
วิ่งวน อยู่กับปัญหา จนเหนื่อย จนท้อ ไม่มีความสุข
ไม่มีใครเห็นแก่ตัว และทุกคนย่อมเป็นคนเห็นแก่ตัว
ไม่มีใครผิด ไม่มีใครถูก...
กระนั้น คนคนนี้ ก็รู้สึกผิดจนมองหน้าใครไม่่ได้...
รู้สึกเป็นคนแย่คนเดียว ที่ทำเรื่องเลวร้ายอยู่คนเดียวมาตลอด
ไม่ว่าวันที่ผ่านมาจะเป็นยังไง ก็ได้พยายามแก้ไขอย่างที่ควรจะเป็น แต่สุดท้ายแล้ว...
ถ้าลงเอยจะต้องเป็นคนเห็นแก่ตัว เป็นคนเลว เป็นคนแย่ ก็คงจะแก้ไม่ได้เสียแล้ว
เพียงแต่ว่า ก็คงไม่สาย ถ้าในตอนนี้...
คนคนนี้จะหันมาสนใจตัวเองบ้าง บางครั้งก็จะสร้างรอยยิ้มให้กับตัวเอง และมองโลกที่เป็นไป
จะปัดฝุ่น ให้กับหัวใจตัวเอง ให้กับม่านตาตัวเอง และให้กับควาามคิดตัวเอง
ถึงแม้จะเป็นเวลาที่เหงาสุดใจ ไม่มีใครอยู่ข้างๆ ยิ่งกว่าเวลาที่เคยผ่านมาทั้งหมด
ก็คงไม่สาย ถ้าผลักภาระที่แบกมาตลอดเวลาออกไป
ไหนๆ ก็ไม่มีใครจะเอาความอะไรเสียแล้ว... 7月10日 ฉัน ชื่อ "ดอกไม้รับปริญญา" inspired by a true story"แกร๊ก แกรก แกรกๆๆ" เสียงห่อกระดาษแก้วทำให้ฉันตื่นขึ้นมา... "ต๊ายย!!! แกก็จัดได้สวยเหมือนกันนี่ นังมาช่า ชั้นไม่รู้นะนี่ว่าแกก็มีฝีมือเหมือนกัน ดีและช่วยชั้นจัดหน่อยจะได้เตรียมไว้ขายทันตอนเช้า" เสียงคนยักษ์ที่ดูเหมือนเพศหญิงก็ไม่ใช่ เพศชายก็ไม่เชิง ฉันเคยได้ยินว่าเดี๋ยวนี้มีเชื้อโรคที่เกิดจากการตัดต่อพันธุกรรม เรียกกันว่า GMC รึว่า GMOs อะไรนี่ละ นึกว่าจะเป็นแต่พวกเรานะเนี่ย พวกคนยักษ์ก็คงโดนพิษด้วยเหมือนกันสินะ ดีแล้วจะได้รู้เสียบ้างว่ามันทรมานเพียงไหน กับการที่ต้องถูกบังคับให้ออกลูกเร็วเกินกำหนดเนี่ย บางทีเด็กที่กิดมาก็พิการไม่มีเม็ดก็มีนะ หรือบางทีก็อ้วนเกินขนาด ชิ ชิ สมน้ำหน้า >< "เธอๆ เธอมาจากไหนจ๊ะ" การะเกดเพื่อนฉัน ถามเพื่อนร่วมช่อคนหนึ่ง แต่ไร้เสียงตอบรับใดๆ ฉันสังเกตุเห็นว่า เขาไม่ได้มีเส้นใยอย่างเราๆ ฉันว่าเขาคงเป็นเพียงหุ่นพลาสติกละมั้ง มันคงมืดเกินไปจนทำให้การะเกดเพื่อนชั้นต้องตาฝ้าฝางถึงเพียงนี้... "โอ๊ยยยยยยยย ชั้นละปวดหัวจริงๆ เวลาต้องมาฟังคนพวกนี้คุยกันเนี่ย" เสียงของพวกเขาดังมาก และเป็นเสียงที่สักแต่ว่าเปล่งออกมาเท่านั้น หาความไพเราะไม่ได้เสียเลย พวกเขาเอาแต่เปล่งเสียงดังคุยกันถึงในเรื่องที่ "พวกเขา" มีปัญหากับมันและสนใจกับมัน ไม่สนใจกับเรื่องราวความเป็นไปของโลกที่เขาต้องอาศัยอยู่เสียเลย คนนั้นก็จะเอาอย่างนั้น คนนี้ก็จะเอาอย่างนี้ ถ้าชีวิตพวกเขาไม่ได้ยืนยาวอย่างที่เขาเป็น พวกเค้าจะยังคงแสวงหาผลประโยชน์ของตัวเองมากมายเช่นนี้ไหมนะ ฉันเคยได้คุยกับน้องดอกหญ้า ตอนที่เขาลอยตามลมเข้ามาในแปลงฉัน ชีวิตของเขาดูอิสระมาก แต่ว่าเขาเองก็มีปมนะ เขาบ่นว่า "พี่จ๋า ใครๆก็ไม่รักผม ขนาดพัดลมยังส่ายหน้าเลย เขาส่ายหน้าทีหนูก็ปลิวที จนมาตกลงบนแปลงของพี่นี่ละจ่ะ ขอหนูพักหน่อยนะ" ฉันจะปฏิเสธมิตรตัวน้อยที่ลอยมาด้วยไมตรีจิตนี้ได้อย่างไร ฉันได้คุยกับเขาหลายเรื่อง แม้จะเป็นเวลาสั้นๆ ก่อนสายลมจะพัดพาเธอไป เขาเคยเล่าว่า "ที่ที่หนูเกิดมา หนูได้ยินเสียงเพลง กล่อมพวกพ้องทั้งหลาย ทุกคนดูอารมณ์ดีมาก และพร้อมใจกันแสดงความสวยงามอย่างสะพรั่ง ประดุจดั่งมาเต้นรำประชันกัน โดยไม่มีใครอายใคร" เฮ้อออ ที่นั่นคงเป็นที่ที่สงบมากกว่าที่ฉันเคยได้พบมามากสินะ... หลังจากนั้นฉันก็ถูกถือไปที่นั่นบ้าง ที่นี่บ้าง กลางแดดที่ร้อนระอุ ตลอดทางฉันได้ยินเสียงของดอกไม้ต่างๆ อย่างพวกฉันร้องไห้ระงมไปหมด ฉันเคยได้ยินว่า...ดอกไม้ต่างๆ ต่างก็มีหน้าที่ของมัน ให้ผลเป็นอาหารแก่สัตว์น้อยใหญ่ ให้ความสวยงามสร้างความสุขให้กับคนแก่ที่เหงา 7月7日 จบ - End (Feat. ซักวันหนึ่ง)เรื่องราวทุกอย่างผ่านมา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
บางอย่างเป็นเรื่องเดิมๆ หรือที่เรียกกันว่ากิจวัตร
หลายเรื่องในแต่ละวันก็เป็นปัญหาใหม่ๆ ที่ต้องให้ผู้คนซึ่งเป็นตัวหมากนั้นแก้ปัญหา เรื่องเก่าที่จบไป ไม่ได้แปล่วาเรื่องเดิมจะไม่กลับมา
เรื่องใหม่ที่เริ่มขึ้นก็ไม่แน่ว่าจะใช้วิธีเก่าๆ จัดการกับปัญหาไม่ได้ ในวันนี้ถ้าจะพูดถึงเรื่องของตัวเองบ้างก็คงไม่แปลก
เนื่องจากวันนี้-คนคนนี้ก็ยังเจอปัญหาเดิมๆ
อย่างไรก็ตาม คงปฏิเสธไม่ได้ว่าผลที่เกิดในวันนี้
ย่อมเป็นรอยไถจากล้อที่หมุนล่วงไปแล้วในวันวาน วันนี้ก็ยังมีผู้คนต่อว่า ว่าผมได้ยุ่งย่ามเกินเลยในสิ่งที่ผมรัก
และคนที่ต่อว่านั้น ต่างก็ล้วนเป็นบุคคลที่ผม(เคย)รัก
มันจะจบลงไหม เรื่องของผม กับพวกเขาในวันวาน
วันพรุ่งนี้ที่พวกเขาเหล่านั้นที่เปลี่ยนรุ่นถ่ายผ่านไป
ยังจะรักในสิ่งที่ผมรัก เหมือนกับที่ผมรักหรือไม่ผมไม่รู้ แต่ทุกวันนี้เขาทำราวกับว่า ผมได้เป็นเหยียบย่ำทำลายมัน...
หมดแล้วความรู้สึกดีๆ หมดไปนานแล้วด้วยกับคนส่วนใหญ่
สิ่งที่ยังเหลือ ยังหวังว่าจะเป็นการกระทำที่มีค่าต่อคนกลุ่มเล็กๆ
แต่ ณ วันนี้ การกระทำเหล่านั้นยังจะถูกมองอย่างดูแคลน
เมื่อซักวันหนึ่งมาถึง ผมคงจะเลิกที่จะยุ่งย่ามกิจการใดๆ ให้พวกเขาต้องมาย่ำยีอีก
ซัก วัน หนึ่ง . . . 2月14日 โลกเสมือน?โลกเสมือน หรือ โลกในกระจก
เป็นจินตนาการคู่โลกตั้งแต่ มนุษย์รู้จักกับกระจก
จินตนาการที่ว่า ตัวเราในกระจกนั้น คือตัวเราเอง หรือว่าเป็นอีกคนหนึ่ง ณ โลกเสมือนจริง
ในโลกเสมือนจริง ตัวอักษรของโลกเรากลับจากหน้า เป็นหลัง กลับจากหลังเป็นหน้า
มือซ้ายของเราคือมือขวาในโลกกระจก และคนในกระจกทำทุกอย่างเหมือนเรา
คนส่วนใหญ่ชอบมองกระจก เราจ้องมองกระจก เพื่อจัดระเบียบร่างกายให้ดูดี ปรับบุคลิกให้ดูดี
ในขณะเดียวกันเราจ้องมองมันโดยไม่กลัวว่า วันหนึ่งกระจกจะดูดกลืนเรา
สัตว์โดยส่วนใหญ่มักจะมีเรื่องกับกระจกเงา มนุษย์มักมองมันด้วยความเอ็นดู และหัวเราะกับการกระทำของมัน
บางทีมันอาจจะรู้ว่าสิ่งที่อยู่ในโลกนั้นอาจจะเป็นสิ่งชั่วร้าย และต้องป้องกันไม่ให้มันหลุดออกมา...
ในโลกนั้นเรามองผ่านได้เพียงแค่ช่องทาง ณ เวลาที่เราจ้องมองกระจกอยู่ ณ เวลาที่กระจกอยู่รอบตัวเรา ยามที่น้ำสะท้อนเงาบนพื้น
แต่ถ้าหลุดจากกรอบกำแพงของกระจกไป ใครจะรู้ว่าตัวเราอีกคนหนึ่ง กำลังทำอะไรอยู่
เราโดยปรกติที่เป็นคนดีตามบรรทัดฐานสังคม ในขณะที่ตัวเราในอีกที่หนึ่งนั้นอาจจะเป็นอาชญากรตัวฉกาจ
ห้องน้ำ หรือ ห้องแต่งตัวอาจจะเป็นเพียงช่องทางที่ติดต่อระหว่างโลกของเรา กับโลกของเขา
ในที่ที่ไม่มีกระจกสะท้อนเงา โลกนั้นอาจจะล้ำยุคไปถึง 100 ปี หรือ ล้าหลังถึงขนาดไดโนเสาร์ครองพิภพ
ตัวของเราที่เราเห็น แม้จะทำท่าเดียวกัน แต่เค้าคิดแบบเดียวกันหรือ เรามองไปทีรอยที่คอของเรา
คนหนึ่งอาจจะมองรอยจูบ อีกคนอาจจะมองคราบเลือดอยู่ก็เป็นได้...
ในทางกลับกันมีแต่เราหรือ ที่ไม่นิยมให้คนคนนั้นหลุดมายังโลกของเรา
สำหรับเขาแล้ว เขาเองก็คงไม่อยากให้เราหลุดไปยังโลกของเขา
คนบางคน ก็จำเป็นที่จะต้อง "อยู่ให้ถูกที่ ถูกเวลา"
การเปลี่ยนแปลงเพียงหนวดแมว ตกลงสู่พื้น ก็ย่อมจะส่งผลกระทบต่อโลกทั้งใบในที่สุด...
ทุกวันนี้เราสามารถดึงเอาตัวของเราจากกระจกออกมา ผ่านวิธีการทางวิทยาศาสตร์...
เรามีรูปลักษณ์ที่เหมือนกันทุกอย่าง
แต่แน่นอนว่าเราต้องแตกต่างกันทุกอย่างอย่างแน่นอน
ไม่จำเป็นที่จะต้องเทียบกับคนในกระจกหรอก
แค่พี่น้องเกิดตามกัน 1 นาที ยังคิดไม่เหมือนกัน
เพราะฉะนั้นแล้ว นับประสาอะไรกับคนที่ไม่ใช่พี่-น้องกัน ย่อมแตกต่างกันอย่างเทียบมิได้... |
|||||||||||||||
|
|